• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2566

    17 สิงหาคม 2566 | Gold News


ข่าวเกี่ยวกับทองคำ


  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 8 ในวันพุธ และทำสถิติปิดในแดนลบที่ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 6 ปี เนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังคงส่งผลกระทบต่อการซื้อขายในตลาด


  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวลดลง -9.73 เหรียญ หรือ -0.51% อยู่ที่ระดับ 1,892.09 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 6.90 เหรียญ หรือ 0.36% ปิดที่ 1,928.30 เหรียญ ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.
  • สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 12.10 เซนต์ หรือ 0.53% ปิดที่ 22.535 เหรียญ
  • สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 90 เซนต์ หรือ 0.10% ปิดที่ 891.30 เหรียญ
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันถือครองที่ 894.43 ตันภาพรวมเดือนสิงหาคม ขายสุทธิ 18.5 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 23.21 ตัน


ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง 


  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.26 จุด หรือ 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 103.48 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 4.254% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 4.972% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี น้อยกว่า 2 ปี เท่ากับ-0.72% 


  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 4.241% เมื่อคืนนี้ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย


  • คณะกรรมการ FOMC ได้เปิดเผยรายงานการประชุมซึ่งระบุว่า กรรมการเฟดส่วนหนึ่งได้แสดงความกังวลว่าการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินไปนั้นอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับความเสี่ยง ในขณะที่กรรมการเฟดส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ โดยกล่าวว่าแม้เงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%


ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ


  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บ่งชี้ว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก ซึ่งส่งผลให้ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด


  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,765.74 จุด ลดลง 180.65 จุด หรือ -0.52%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,404.33 จุด ลดลง 33.53 จุด หรือ -0.76% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,474.63 จุด ลดลง 156.42 จุด หรือ -1.15%


  • นายคริส วูล์ฟ นักวิเคราะห์บริษัทฟิทช์ เรทติงส์เตือนว่า ธนาคารของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน เชส อาจจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ถ้าหากฟิทช์ปรับลดการประเมินสภาวะการดำเนินงานสำหรับภาคธนาคารลงอีก


  • สถาบันการลงทุนเวลส์ ฟาร์โกปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของสหรัฐในปีนี้ แต่ก็คาดว่า เศรษฐกิจ "จะประสบความยากลำบากในการหลีกเลี่ยง" ภาวะถดถอยในช่วงต้นปีหน้า โดยคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.2% ในปีนี้ เทียบกับ 1.1% ที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ และระบุว่า แนวโน้มหลังจากนั้นดูมืดมน โดยได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีของปีหน้าลงสู่ 0.7% จาก 1.5% ที่คาดไว้ก่อนหน้านี้


  • นักลงทุนในตราสารหนี้ที่เคยลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้ตามการคาดการณ์ที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคต แต่นักลงทุนพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้ดีเกินคาดในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นนักลงทุนจึงปรับแผนยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ในช่วงนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานเกินกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ โดยนักลงทุนหันมาคาดการณ์กันในช่วงนี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นนักลงทุนบางรายจึงหันมาปรับเพิ่มความเสี่ยงทางการลงทุนในช่วงนี้ และปรับลดการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งรวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ


  • หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของบริษัท LGIMA กล่าวว่า ความกังวลในระยะยาวที่มีต่อสถานะการคลังของสหรัฐส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยพุ่งขึ้นจาก 4.016% ในช่วงสิ้นเดือนก.ค. สู่ 4.389%


  • ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐพบว่า ต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในเดือนมิ.ย. โดยญี่ปุ่นเพิ่มคำสั่งซื้อสุทธิสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 7.563 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. จาก 7.521 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค. และยังเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 7.417 ล้านล้านดอลลาร์


  • สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า ราคาบ้านใหม่ในจีนลดลงในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในปีนี้ แม้ว่าจะมีการดำเนินนโยบายบางส่วนเพื่อช่วยพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เป็นผล และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อภาครัฐในการออกมาตรการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยราคาบ้านใหม่เดือนก.ค. ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยราคาในเดือนมิ.ย. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบรายปี ราคาบ้านใหม่ในเดือนก.ค. ลดลง 0.1% ซึ่งราคาในเดือนมิ.ย. ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน


  • เจพีมอร์แกนปรับเพิ่มคาดการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทต่าง ๆ ในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่สร้างความกังวลมากขึ้นว่าจะลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ หลังจากการผิดนัดชำระหนี้ของคันทรี การ์เดน (Country Garden) ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน โดยเจพีมอร์แกนปรับเพิ่มการคาดการณ์การผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวในปี 2566 ขึ้นสู่ระดับ 9.7% จากระดับ 6% นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มการคาดการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทในเอเชียสู่ระดับ 10% จากระดับ 4.1% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 1% หากไม่นับรวมภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน
 
  • ธนาคารรายใหญ่พากันปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2566 โดยเจพีมอร์แกนปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2566 ลงสู่ระดับ 4.8% ขณะที่ธนาคารบาร์เคลย์สปรับลดคาดการณ์ GDP ของจีนลงสู่ระดับ 4.5% และธนาคารมิซูโฮ ไฟแนนเชียล ปรับลดคาดการณ์ GDP ของจีนลงสู่ระดับ 5%


  • นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนอาจโตไม่ถึงเป้าหมายที่ราว 5% ในปีนี้ เว้นแต่จีนจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ข้อคิดเห็นดังกล่าวมีขึ้น หลังจากทางการจีนได้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการว่างงานของเยาวชนซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ข้อมูลอื่น ๆ ในเดือนก.ค.บ่งชี้ถึงการชะลอตัวในวงกว้างสืบเนื่องจากการที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลง

 

  • เงินเฟ้อทั่วไปของอังกฤษเดือนก.ค. ชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งสูงขึ้น สร้างความท้าทายให้แก่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลดลงแตะ 6.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ และต่ำกว่าระดับของเดือนมิ.ย. ที่ 7.9% ส่วนเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ว่าจะลดลง 0.5% ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาพลังงาน, อาหาร, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ แตะระดับ 6.9% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยที่ 6.8%


  • รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษเปิดเผยว่า ยังคงต้องหาทางจัดการกับภาวะเงินเฟ้อต่อไป หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลดลง


  • คณะกรรมการด้านบริการการเงิน (FSC) ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เกาหลีใต้จะเพิ่มเงินทุนสนับสนุนสำหรับบรรดาบริษัทส่งออกประมาณ 50% ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน


  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันพุธ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันในจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอเกินคาด โดยความกังวลดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่ลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว


  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 1.61 ดอลลาร์ หรือ 2% ปิดที่ 79.38 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 1.44 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 83.45 ดอลลาร์/บาร์เรล


  • สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 5.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 2.3 ล้านบาร์เรล


ข่าวเกี่ยวกับการเมืองและการเมืองระหว่างประเทศ


  • รองประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวระหว่างการเดินทางไปยังปารากวัยว่า การดำเนินการใด ๆ ทางด้านการทหารของจีนเพื่อตอบโต้ต่อการที่เขาแวะพักในสหรัฐนั้น จะเป็นความพยายามของจีนในการแทรกแซงการเลือกตั้งของไต้หวัน


  • สหรัฐเรียกร้องให้อิหร่านยุติการขายโดรนติดอาวุธตลอดจนอะไหล่โดรนให้รัสเซีย ซึ่งทางรัสเซียได้ใช้โดรนเหล่านี้ทำสงครามกับยูเครน

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท


  • นักบริหารการเงิน เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 35.38 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.30-35.60 บาทต่อดอลลาร์


  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2566 ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 2.00% เป็น 2.25% ต่อปี โดยประเมินว่าในบริบทเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ นโยบายการเงิน ควรดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน และช่วยเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยการป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางการเงินที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมทั้งรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่อยู่ในระดับสูงจึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม จะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้ม และความเสี่ยงของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ” 


  • ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. 66 อยู่ที่ระดับ 92.3 ปรับตัวลดลง จาก 94.1 ในเดือนมิ.ย. 66 โดยค่าดัชนีฯ ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของค่าดัชนีฯ พบว่าปรับตัวลดลงทุกองค์ประกอบ ทั้งดัชนีฯ คำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ เนื่องจากภาคการผลิตและอุปสงค์สินค้าชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า

 

 

 


ที่มาจาก : Reuters, Infoquest, BangkokBizNews

Tags : ข่าวทอง, ข่าวทอง , ทอง , ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com