• สรุปข่าวตลาดหุ้น (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564

    4 พฤศจิกายน 2564 | SET News

·                Credit Suisse จะทำการลดการลงทุนในภาคธนาคารและมุ่งเน้นไปยังการให้บริการลูกค้าร่ำรวย เพื่อยกระดับและเปลีย่นรูปแบบภายใต้แนวทางบริหาร

 

·                Credit Suisse ประกาศผลกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 3 ลดลง 21% สู่ 434 ล้านฟรังก์สวิส (476 ล้านเหรียญ)

 

·                กลุ่มเคมีภัณฑ์ของเยอรมัน Evonik Industries ( ) รายงานผลกำไรหลักในไตรนมาสที่ 3 ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการของนักวิเคราะห์ โดยอ้างถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในทุกแผนกและราคาที่สูงขึ้น

 

·                Nippon Yusen และ Kawasaki Kisen Kaisha ได้รับผลกำไรรายไตรมาส เนื่องจากอัตราค่าระวางสินค้าที่สูงขึ้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่กระทบต่อซัพพลายเชนทั่วโลก

 

·                หุ้นขึ้น หลังเฟดทำ Tapering QE ขณะที่ตลาดสนใจประชุมบีโออี

ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น หลังจากที่เฟดเริ่มดำเนินการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แม้ว่าข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อจะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

 

ขณะที่ตลาดหันไปสนใจการประชุมบีโออี ซึ่งอาจเริ่มวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก

 

สำหรับตอนนี้นักลงทุนในตลาดหุ้นพึงพอใจที่เฟดไม่รีบร้อนที่จะยกเลิกนโยบายและดัชนี Nasdaq Futures +0.2% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ดัชนี S&P 500 futures เคลื่อนไหวทรงตัว

ดัชนี EUROSTOXX 50 futures +0.5%

ดัชนี FTSE futures +0.4%

 

ดัชนี Nikkei +0.8% แตะระดับสูงสุดในรอบเดือน

ดัชนี Shanghai composite +0.81% ที่ระดับ 3,526.87 จุด

ดัชนี Shenzhen component +1.305% ที่ระดับ 14,555.27 จุด

ดัชนี Hang Seng +0.4%

ดัชนี S&P/ASX 200  +0.48 ปิดที่ 7,428 จุด

ดัชนี MSCI ที่ไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่น +0.4%

 

ขณะที่ดัชนีเอเชียได้รับแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายใหม่ในประเทศจีน ซึ่งคุกคามการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

สำหรับวันนี้ตลาดในสิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งอินเดียปิดทำการเนื่องจากเป็นวันหยุด

 

·                ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวสูงขึ้น เนื่องตลาดตลาดทั่วโลกตอบรับกับการเริ่มทำ Tapering QE ของเฟด

 

ทั้งนี้ ดัชนี Stoxx600 +0.6% ด้านหุ้นกลุ่มสุขภาพ +1.1% ท่ามกลางตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ที่เคลื่อนไหวในแดนบ

 

อ้างอิงจากสำนักข่าวข่าวสด

- โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดการณ์ว่าปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเร่งขึ้นมาในช่วงร้อยละ 4 ต่อไป คาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเดินทางเข้ามาในไทย จำนวน 7 ล้านคน ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 ต่อไป เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศ

 

อ้างอิงจากสำนักข่าวไทยโพสต์

- รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยในโอกาสปาฐกถาพิเศษ Boost Up Thailand 2022 ทุบโจทย์ใหม่เศรษฐกิจไทย ซึ่งจัดโดยบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ว่า ขณะนี้ประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วด้วยการทำงานของทุกภาคส่วนที่ต้องแข่งกับเวลาในช่วงที่ยากลำบาก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยปี 2565 ประเมินเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้ 5-6% แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่าจะกลับมาระบาดอีกหรือไม่เป็นปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญคือทุกคนทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนต้องร่วมมือกันรักษาวินัยการควบคุมการแพร่ระบาด การเว้นระยะห่างทางสังคมตามแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุข เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com