• สรุปข่าวราคาทองคำ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 23 เมษายน 2564

    23 เมษายน 2564 | Gold News


ดอลลาร์แข็งค่ากดดัน “ทองลงกว่า 1%”  

·         ราคาทองคำตลาดโลกปิด -0.7ที่ระดับ 1,781.46 เหรียญ


·         สัญญาทองคำส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิด -0.6ที่ 1,782 เหรียญ


·         ราคาทองคำปรับตัวลดลงกว่า 1อ่อนตัวลงจากที่ทำสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์บริเวณ 1,797.67 เหรียญ หรือระดับสูงสุดตั้งแต่ช่วง 25 ก.พ. โดยภาพรวมตลาดได้รับแรงกดดันจากการที่ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่


·         ดอลลาร์แข็งค่าปิด +0.28ที่ระดับ 91.355 จุด ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลง 0.24ที่ 1.2007 ดอลลาร์/ยูโร โดยตลาดรับข่าวอีซีบีมีมติคงดอกเบี้ย และไม่ได้มีการระบุว่าจะถอนแนวทางการดำเนินนโยบายหากเศรษฐกิจฟื้นตัวเมื่อใด ในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สะท้อนถึงภาวะเศรษบกิจฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง





·         กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์แตะ 547,000 ราย เป็นครั้งแรกรอบ 13 เดือน


·         นักวิเคราะห์จาก ED&F Man Capital Markets มองทองคำมีระดับแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา 1,800 เหรียญ และมีโอกาสกลับทดสอบอีกครั้งหากดอลลาร์ฉละอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ่อนตัวลงพร้อมกันทั้งคู่


·         ทองคำปีนี้ปรับตัวลดลงมาแล้วราว 6% จากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี


·         นักกลยุทธ์จาก RJO Futures กล่าวว่า ภาวะขาลงของทองคำมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นเพียง “ระยะสั้นๆ” ท่ามกลางธนาคารกลางต่างๆที่มีการซื้อกลับ และการกลับมาเพิ่มการถือครองทองคำในจีนและอินเดีย


·         รายงานจากสวิสเซอร์แลนด์เดือนมี.ค. บ่งชี้ว่า มีการส่งออกทองคำมากสุดครั้งประวัติการณ์ในรอบ 10 เดือน จากยอดขนส่งอินเดียที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่การระบาดระลอกใหม่ในอินเดียมีแนวโน้มจะส่งผลลบได้


·         ราคาพลาเดียมปิดอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ All-Time High 2,891.50 เหรียญ
โดยปิดตลาด -1.5% ที่ 2,833.28 เหรียญ


·         ที่ปรึกษาด้านตลาดทองคำโลกของ The Perth Mint กล่าวว่า หากนักลงทุนมีการถือครองสถานะ Long ในพลาเดียมและแพลทินัม ถือว่าน่าจะมาถูกทาง เนื่องด้วยราคามีการปรับขึ้นค่อนข้างแรงจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างมาก และอุปสงค์ทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์


·         นักวิเคราะห์หลายรายคาด พลาเดียมอาจไปแตะ 3,000 เหรียญได้


·         ซิลเวอร์ปิด -1.8% ที่ 26.10 เหรียญ


·         แพลทินัมปิด -1% ที่ 1,202.12 เหรียญ

 

·         ประชุมอีซีบีผิดคาด “ไม่กล่าวถึงการถอน QE” ท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่จะใช้เวลานาน

อีซีบียังคงตรึงดอกเบี้ยที่ -0.5ในการประชุม – รอพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจรีบาวน์

พร้อมประเมินว่าการใช้นโยบายกระตุ้นทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมีกำลังพอที่จะเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้ในช่วงปลายปีนี้

สมาชิกอีซีบียังคงตรึงวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรผ่านโครงการ PEPP ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร (2.2 ล้านล้านเหรียญ) โดยยืนยันจะซื้อพันธบัตรต่อในไตรมาสปัจจุบัน  และยังระบุถึงการจะเดินหน้าตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ระดับติดลบเป็นเวลานานเพื่อเสริมสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงภาคครัวเรือน

ภาพรวมอีซีบีมีการใช้เงินเฉลี่ย 1.7 หมื่นล้านเหรียญ/สัปดาห์สำหรับโครงการ PEPP ตั้งแต่ที่มีการเริ่มโครงการมา โดยสัปดาห์แรกของปี 2021 ใช้งบ 1.4 หมื่นล้านเหรียญ มุ่งเน้นการเสริมการกู้ยืมให้แก่บริษัทต่างๆ, ภาคครัวเรือน และรัฐบาลในยูโรโซนที่เผชิญวิกฤต Covid-19 และจะเดินหน้าซื้อพันธบัตรต่อตามที่กำหนดสิ้นสุดเดือนมี.ค. ปี 2022

·         คริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบี กล่าวเตือน เศรษฐกิจยังต้องพึ่ง “เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ประธานอีซีบีมีการเรียกร้องให้สมาชิกอีซีบียอมรับการจัดการแผนกองทุนฟื้นฟูสำหรับอียูด้วย เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากวิกฤตไวรัสระบาดต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน โดยจะเห็นได้จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงิน ดังนั้นทุกฝ่ายไม่ควรเดินหน้าเพียงลำพัง

 

·         ไบเดนเสนอแผนขึ้นภาษี 39.6% เพื่อเสริมงบแก่กองุทุนการศึกษาและสวัสดิการเด็ก

นายโจ ไบเดน มีแผนจะทำการขึ้นภาษีนักลงทุนมหาเศรษฐีเพื่อนำไปเสริมงบประมาณด้านการศึกษษและค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันทางเศรษฐกิจ  โดยกำหนดจะขึ้นภาษีคนรวยที่มีรายได้เกินกว่า 1 ล้านเหรียญ จากที่เก็บภาษี 20เป็น 39.6%

แผนดังกล่าวจะเป็นการแยกออกจากแพ็คเกจโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.3 ล้านล้านเหรียญ หรือ American Jobs Plan ที่จะมีการขึ้นภาษีบริษัทสูงถึง 28%

 

·         รีพับลิกัน ค้านแผนโครงสร้างพื้นฐานไบเดน แนะหั่นงบเหลือเพียง 5.68 แสนล้านเหรียญ

 

·         สถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนาพบจำนวนการระบาดทั่วโลกรายวันยังสูงกว่า 880,000 ราย ทำให้ยอดรวมสะสมล่าสุดพุ่งทะลุ 145 ล้านราย

รวมสะสมล่าสุดอยู่ที่ 145.31 ล้านราย
เสียชีวิตสะสมแตะ 3.08 ล้านราย



·         สถานการณ์อินเดียยังเลวร้าย ยอดติดเชื้อรายวันพุ่งทะลุ 332,503 ราย รวมติดเชื้อสะสมตอนนี้ 16.25 ล้านราย ท่ามกลางการขาดแคลนออกซิเจนในการใช้รักษา


 

·         ญี่ปุ่นเผชิญยอดติดเชื้อรายวันพุ่งสูงกว่า 5,000 ราย ด้าน 3 จังหวัดโดยรอบกุรงโตเกียวประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว

 

·         ไทยขยับอันดับติดเชื้อสะสมอันดับที่ 105 ของโลก โดยศบค.แถลงไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1,470 ราย รวมติดเชื้อสะสม 48,113 ราย เสียชีวิตพุ่ง 7 ราย เสียชีวิตสะสม 117 ราย


 

·         ดร.แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดระดับสูงสุหรัฐฯ แนะประชาชนที่ได้รับวัคซีน Covid-19 ควรได้รับวัคซีนเข็มสองเร็วๆนี้ เพื่อไม่ให้นานเกินไปจนเกิดอาการติดเชื้อได้อีกระลอก

ขณะที่วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna ถือเป็นวัคซีนที่ให้ประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้สูงถึง 95แต่ความแข็งแกร่งในการป้องกันยังไม่สุงมาก จนกว่าจะได้รับการฉีดเข็มที่ 2

 

·         จีนตำหนิออสเตรเลียที่กำลังคิดจะก่อ “สงครามเย็น” จากการจะยกเลิกข้อตกลง Belt and Road

 

·         ทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)  เผย อิหร่านมีการลดจำนวนเครื่องมือในการเสริมสมรรถภาพอาวุธินิวเคลียร์ด้วยแร่ยูเรเนียม 60%

 

·         รัสเซียสั่งเพิ่มกำลังทหารหนุนพรมแดนบริเวณใกล้ยูเครน

 

·         รายงานระบุว่า ซาอุดีอาระเบียสกัดกั้นโดรนที่บรรทุกวัตถุระเบิดของกลุ่มกบฎฮูติ ลำที่ยิงใส่พื้นที่ทางตอนใต้และเมืองคามิสมูไชต์


·         นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25 - 31.45 บาท/ดอลลาร์ โดยเมื่อวานนี้ ค่าเงิบาทเย็นนี้อ่อนค่าเล็กน้อยจากเปิดตลาดช่วงเช้า แต่ระหว่างวันยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ เนื่องจากวันนี้ยังไม่มีปัจจัยที่ มีผลต่อทิศทางของค่าเงิน

 

·         อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

 

- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการระบาดของโควิดระลอก 3 คาดต้องใช้เวลาควบคุมนานกว่ารอบก่อน ส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 2.5 แสน - 1.2 ล้านคน ปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ 2 ล้านคน

- ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า GDP ของไทยในปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้เพียง 1.6% เนื่องจากผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ และคาดว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะเหลือเพียง 2.8 ล้านคนเท่านั้น ทั้งนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า รัฐบาลสามารถควบคุมการระบาดรอบใหม่ได้ในช่วง 2 เดือน คิดเป็นมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท

- แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดชุมนุมผ่านโซเชียลมีเดีย ในหัวข้อ "24 เมษา ยก 2 ประยุทธ์ออกไป" ซึ่งจะเริ่มต้นกิจกรรมปราศัยออนไลน์ ในวันที่ 24 และ 25 เม.ย.

 

·         อ้างอิงจากประชาชาติ

กรุงไทย หั่นจีดีพีเหลือ 1.5-3% ชี้ คุมโควิดไม่ได้ใน 3 เดือน ฉุดอุปสงค์วูบ 1.85 แสนล้าน

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ปรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 64 เหลือโต 1.5-3% จากเดิมอยู่ที่ 2.5% หลังโควิด-19 ระลอก 3 ระบาด คาดกินเวลา 3 เดือน กระทบการท่องเที่ยวในประเทศวูบ เหลือ 81.6 ล้านคน สร้างความเสียหายเม็ดเงิน 1.8 แสนล้านบาท หวั่นควบคุมไม่ได้ใน 3 เดือน ฉุดอุปสงค์ในประเทศถึง 1.85 แสนล้านบาท ภาพรวมพร้อมคาดรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศจะหายไปราว 90,000 - 180,000 ล้านบาท

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com