• โอกาสเกิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลประกอบการที่แข็งแกร่งอาจส่งผลต่อตลาดหุ้นสัปดาห์นี้

    8 กุมภาพันธ์ 2564 | SET News
 

โอกาสเกิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลประกอบการที่แข็งแกร่งอาจส่งผลต่อตลาดหุ้นสัปดาห์นี้

 

ตลาดหุ้นมุ่งเข้าสู่สัปดาห์แห่งความผันผวนท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสนใจอย่างหนักต่อแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจและรายงานผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่งที่อาจหนุนโอกาส "ขึ้นดอกเบี้ย"

 

หลายๆบริษัทที่จะประกาศผลประกอบการในสัปดาห์นี้

Coca-Cola

Pepsico

Cisco

The Walt Disney Co.

- ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคท (มาตรวัดเงินเฟ้อ) ซึ่งมีความสำคัญมากก็มีแนวโน้มจะประกาศในวันพุธนี้

- ถ้อยแถลงประธานเฟดช่วงกลางสัปดาห์

 

สัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้น S&P500 ปิด +4.65% ทำสูงสุดใหม่ครั้งประวัติการณ์ ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดตั้งแต่พ.ย. โดยปิดตลาดที่ 3,886 จุด

 



สัปดาห์นี้ ตลาดให้ความสนใจในเรื่อง "การขึ้นดอกเบี้ย" และ "อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น" จากกระแสคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อ

 

หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดจาก National Securities กล่าวว่า โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยมีมากขึ้นจากแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดูจะเริ่มโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเรามีแนวโน้มจะเห็นการปรับขึ้นได้ของเงินเฟ้อ

 

นักลงทุนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญ และการที่พรรคเดโมแครตเดินหน้าผลักดันต่อ ซึ่งหากลงนามเป็นข้อกฎหมายบังคับใช้จริง ก็จะส่งผลให้ยอดค่าใช้จ่ายโดยรวมของสหรัฐฯในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนาพุ่งสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านล้านเหรียญ

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าตลาดมองว่าโอกาสต่างๆที่จะเกิด ก็น่าจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาเป็นสำคัญด้วย

 

การขึ้นดอกเบี้ย

โอกาสการเพิ่มค่าใช้จ่ายและแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดูจะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับขึ้นได้ต่อในสัปดาห์ที่แล้ว

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ทรงตัวที่ 1.16% ในคืนวันศุกร์ มีการทำสูงสุดที่ 1.18% ใกล้สูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ 1.19%

 

ผู้เชี่ยวชาญในตลาดมีการจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรด้วย จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น โดยที่ Spread ระหว่างผลตอบแทน 2 ปี และ 10 ปี ค่อนข้างกว้างและห่างกันถึง 1.06%

 




นักกลยุท์ส่วนใหญ่มองการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ได้มีผลต่อตลาดหุ้นนัก แต่ผลสะท้อนจากการขึ้นอันเนื่องจากมุมมองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรกรกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ของ Fundstrat Global Advisors มองว่า การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนเป็นผลดีกับตลาดหุ้น จากแนวโน้มชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังการระบาด

 

ขณะที่แรงเทขายอย่างหนักของ Hedge Funds หลังภาวะ Short Squeeze ที่เกิดขึ้นในตลาด ล่าสุดดูจะเห็นดัชนี VIX ปรับตัวดลงมาทำระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เขาก็ยังคาดว่าน่าจะเห็นแรงเทขายเกิดขึ้นต่อในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ภาคส่วนต่างๆในตลาดหุ้นสัปดาห์ที่แล้วก็ดูจะเคลื่อนไหวได้ดี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มการเงินที่รีบาวน์จากสภาวะท่ี่อาจเกิดการปรับขึ้นดอกเบีี้ยได้ โดยหุ้นกลุ่มการเงินปรับขึ้น 6.6%

ภาคอุตสาหกรรมปรับขึ้น 4.9%

ภาควัสดุอุปกรณ์ปรับขึ้น 3.9%

ภาคพลังงานเพิ่มขึ้น 8.3% จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ภาคเทคโนโลยีปรับขึ้น 4.9%

 

ขณะที่หุ้นกลุ่มที่เติบโตไม่ดี จากโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็กลับปิดบวกสัปดาห์ที่แล้วย คือ

กลุ่มสาธารณูปโภค ปรับขึ้น 2.3%

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปรับขึ้น 4.9%

 

กลุ่มนักกลยุทธ์บางส่วน กล่าวว่า แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่ปรับขึ้นเป็นผลจากจำนวนการจ่ายตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นนับล้านล้านเหรียญจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจเป็นผลจากการที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยด้วย

 

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า ภาวะดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่คาดว่าจะเห็นเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้  แต่ก็มีโอกาสจะเห็นเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มายืนเหนือ 2%

 

ตลาดต่างๆ อาจจับตาไปยังบทลงโทษจากการไต่สวนนายทรัมป์ ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 9 ก.พ. นี้ด้วย

 

ที่มา: CNBC


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com