• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2563

    28 สิงหาคม 2563 | Economic News
 

ดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินเฟ้อของเฟดทำให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น

ในวันนี้ค่าเงินดอลลาร์แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น โดยได้รับแรงหนุนจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์เชิงรุกใหม่ของเฟด ในการเพิ่มการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

นักลงทุนในเอเชียต่างรอฟังข้อสรุปจากนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเขา ทำให้เกิดความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเขาและสิ่งที่อาจหมายถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ

เงินเยนปรับตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ โดยลดลง 0.26% อยู่ที่ 106.95 ดอลลาร์ต่อเยน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. และขยับใกล้ระดับต่ำสุดในเดือนนี้ที่ 107.05 ดอลลาร์ต่อเยน

หลังจากแถลงการณ์ของเฟด โดยนายโพเวลล์มีการกล่าวถึงความตั้งใจที่จะอนุญาตให้เงินเฟ้อสูงกว่าระดับปกติเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการใช้นโยบาย “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” ที่อาจทำให้เราเห็นเงินเฟ้อปรับขึ้นสูงกว่า 2% ที่เฟดกำหนดไว้

นักกลยุทธ์ทางการเงินของ Mizuho Securities เผยว่า นับตั้งแต่การประชุมเฟดในเดือนมิ.ย. อัตราผลตอบแทนก็ลดลงและเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าลง แต่เขาคิดว่าในตอนนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการแถลงของเฟด ตลาดมีแนวโน้มที่จะเห็นอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ถ้อยแถลงของนายโพเวลล์ในตอนแรกทำให้ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินเยนและยูโร แต่กลับตรงกันข้ามเนื่องจากอัตราผลตอบแทนสหรัฐฯในระยะยาวดีดกลับสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน

ด้านค่าเงินยูโรเปลี่ยนมาอยู่ที่ 1.18565 ดอลลาร์ยูโร หลังจากที่เกือบแตะระดับต่ำสุดในสัปดาห์ที่แล้วที่ 1.17545 ดอลลาร์ในคืนนั้น

ดัชนีดอลลาร์ขยับลงมา 0.23% มาอยู่ที่ 92.817 จุด

ขณะที่เหล่าเทรดเดอร์ไปจับตามองที่การแถลงของนายอาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นที่จะมีในวันนี้ เวลา 17.00น. ตามเวลาท้องถิ่น


· ทรัมป์โจมตีนายไบเดน ท่ามกลางวิกฤตโคโรนาและการประท้วง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีนายโจ ไบเดนคู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ต่อหน้าสาธารณชนที่ทำเนียบขาว โดยที่นายทรัมป์ กล่าวเตือนชาวอเมริกาถึงข้อกฎหมายที่ตกต่ำและอันตราย หากนายไบเดนชนะการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. นี้

จากผลการสำรวจระดับชาติ นายทรัมป์รับตำแหน่งเป็นตัวเเทนพรรครีพับลิกันในการสมัครชิงเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง โดยกล่าวว่า ชัยชนะของนายไบเดน มีแต่จะทำให้ประเทศแย่ลงและมีวิกฤตรุมเร้า


· ทรัมป์จะเรียกเก็บภาษีจากบริษัทที่ทำธุรกิจนอกประเทศ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ว่าหากเขาได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง ฝ่ายบริหารของเขา จะกำหนดอัตราภาษีกับบริษัทต่างๆที่ออกไปทำธุรกิจนอกสหรัฐฯ

ระหว่างที่เขาแถลงการณ์ด้วยความยึดมั่น นายทรัมป์แสดงออกว่าตนเองเต็มใจที่จะท้าทายประเทศจีนในด้านการค้า และยืนยันว่านายโจ ไบเดน ขู่แข่งของเขาจากพรรคเดโมแครตจะมท่าทางที่อ่อนน้อมต่อจีน

ในเดือน พ.ค.เขาขู่จะกำหนดเรียกเก็บภาษีใหม่จากบริษัทที่ผลิตสินค้านอกประเทศสหรัฐฯ โดยในการเคลื่อนไหวด้านการบริหารของเขาครั้งนี้สามารถผลักดันห่วงโซ่อุปทานออกไปจากจีนและเป็นการเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ ๆระหว่างจีนได้


· ความเชื่อมั่นของชาวเยอรมันที่อ่อนแอลงทำให้เกิดข้อสงสัยในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

จากผลสำรวจในวันนี้ ความเชื่อมั่นของชาวเยอรมันแย่ลงในเดือน พ.ย. ซึ่งเกิดการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้จ่ายในครัวเรือนของเยอรมันซึ่งถือว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปว่า มีกำลังเพียงพอในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จากวิกฤต COVID-19 หรือไม่

สถาบัน Gfk กล่าวว่า จากการสำรวจชาวเยอรมันราว 2,000 ราย เผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ -1.8 จากการปรับขึ้น -0.2 ในเดือนก่อนหน้า

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวเยอรมันลดลงติดกันเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมิ.ย.-เดือนส.ค. โดยมากกว่าการคาดเดาของรอยเตอร์ส 1.2.

ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้บริโภคของสถาบัน Gfk ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆนี้และความกลัวเกี่ยวกับมาตรการ Lockdown อีกครั้ง เพื่อชะลอการแพร่กระจายของไวรัส ทั้งสองอย่างนี้ทำให้เกิดความไม่มั่นใจและความกดดันต่อผู้บริโภค


· การผลิตภาคอุตสาหกรรมในจีนมีแนวโน้มเติบโตเร็วขึ้นเล็กน้อยในเดือนส.ค.

จากผลสำรวจของ Reuters ในวันนี้แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของโรงงานในจีนมีแนวโน้มขยายตัวเร็วขึ้นเล็กน้อยในเดือนส.ค.โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ของทั่วโลกที่ดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนยังคงฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ไวรัสโคโรนา

โดยคาดว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อฝ่ายผลิตอย่างเป็นทางการ (PMI) จะเพิ่มขึ้น ไปที่ 51.2 ในเดือนส.ค. เป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ 51.1

ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของจีนกำลังกลับสู่ระดับปกติก่อนการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาที่ทำให้เศรษฐกิจเป็นอัมพาตเมื่อช่วงต้นปี

โดยอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการการกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่และการส่งออกที่ฟื้นตัวเป็นอย่างดี เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่าย

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของเมื่อวานนี้ แสดงให้เห็นว่าผลกำไรของบริษัทอุตสาหกรรมของจีนเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2018


· วงในเผยผู้นำญี่ปุ่นเตรียมยื่นใบลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า นายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ เพราะเกรงว่าอาการป่วยที่แย่ลงจะเป็นอุปสรรคกับการบริหารประเทศ

ปัญหาสุขภาพของผู้นำญี่ปุ่นเป็นที่จับตามองของสาธารณชนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ความกังวลเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากอาเบะเดินทางไปโรงพยาบาลในกรุงโตเกียว 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันคือเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา และในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่าแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคกล่าวว่าการลาออกของอาเบะเป็น "ข้อตกลงที่เสร็จสิ้นแล้ว"

ด้าน สำนักข่าวจาก CNBC ไม่ได้ยืนยันรายงานอย่างเป็นอิสระ

ทั้งนี้ อาเบะถูกกำหนดให้จัดงานแถลงข่าวในเวลา 17.00 น. เวลาท้องถิ่น.


· ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมียอดขายรถยนต์ทั่วโลกลดลงในเดือนก. ค

ยอดขายของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นทั่วโลกประจำเดือนก.ค.ลดลง 12.2% เมื่อเทียบจากปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 เนื่องจากความต้องการรถยนต์ยังคงซบเซาหลังจากโรงงานและตัวแทนจำหน่ายเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังจากผลกระทบจากไวรัสโคโรนาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 7 รายของประเทศ ได้แก่ Toyota Motor และ Nissan Motor ขายรถยนต์รวมกัน 2.01 ล้านคันในเดือนที่แล้ว

ขณะที่ยอดการผลิตทั่วโลกลดลง 14.4% เมื่อเทียบรายปีที่ 1.99 ล้านคันในเดือนที่แล้ว และดีขึ้นจากการร่วงลง 26.1% ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

การลดลงของยอดขายรายเดือนชะลอตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่การลดลง 50% ในเดือนเม.ย.และเทียบกับการลดลง 21.3% ในเดือนมิ.ย. ขณะที่ยอดขายในประเทศจีนเพิ่มขึ้นในปีนี้ ด้าน Toyota ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศก็มีการเติบโตในยุโรปเช่นกัน


· นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะให้วัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาให้กับประชาชนทุกคนภายในกลางปี 2021

นายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ประกาศมาตรการใหม่เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการทดสอบวัคซีนเป็น 200,000 ครั้งต่อวันและตั้งเป้าที่จะมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชาชนทุกคนภายในกลางปี 2021

ทั้งนี้ นายอาเบะยังกล่าวอีกว่า ญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศได้ตั้งแต่ต้นเดือนหน้า


· เกาหลีใต้ระงับมาตรการคุมเข้มจากไวรัสโคโรนาแม้จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

ทางการเกาหลีใต้หยุดมาตรการเว้นระยะห่างระดับเข้มงวดในวันศุกร์นี้ แม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นหลักร้อยทุกวันก็ตาม

นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้กล่าวว่า ในปัจจุบันรัฐบาลจะขยายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ระยะที่ 2 อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์

หลังจากใช้การติดตามและทดสอบเชิงรุกเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดครั้งใหญ่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาแต่เกาหลีใต้ก็ยังประสบความล้มเหลวในเดือนนี้ หลังจากกลุ่มคริสตจักรได้ไปเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง

· ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KCDC) เปิดเผยในวันนี้ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่มอีก 371 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 19,077 ราย


· ความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ถดถอยของอินเดีย

จากโพลล์ของ Reuters แสดงให้เห็นถึงภาวะถดถอยที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอินเดีย ซึ่งจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและส่งผลไปจนถึงต้นปี 2021 เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่งผลต่อการฟื้นตัวการบริโภคและกิจกรรมทางธุรกิจ

ไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดในอินเดียเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกโดยมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 3.3 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิตกว่า 60,000 คน ส่งผลให้ผู้คนหลายสิบล้านต้องปิดบ้านและทำให้หลายล้านคนตกงาน

โดยการสำรวจจากนักเศรษฐศาสตร์ 50 ราย ในช่วงระหว่างวันที่ 18-27 ส.ค. เผยให้เห็นว่ากิจกรรมทางธุรกิจหยุดชะงักไปเกือบทั้งหมดในไตรมาสก่อนหน้านี้ เนื่องจากการปิดประเทศเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส เศรษฐกิจอินเดียจึงมีแนวโน้มที่จะหดตัวลง -18.3%

แม้ว่าจะดีกว่าการหดตัว -20.0% ตามที่คาดการณ์ไว้ในแบบสำรวจก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเป็นอัตราที่แย่ที่สุด นับตั้งแต่การรายงานข้อมูลไตรมาสอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990

โดยคาดว่าเศรษฐกิจของอินเดียจะหดตัว -8.1% ในไตรมาสนี้ และ -1.0% ในไตรมาสถัดไป จากเดิมที่จะหดตัวลดลงจาก -6.0% และ -0.3% ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังคาดว่าเศรษฐกิจของอินเดียจะเติบโตอีกครั้งใน 3 เดือนแรกของปี 2021 ที่ 3.0%

แต่จะยังคงลดลง -6.0% ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งจะแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 1 ปี

นักเศรษฐศาสตร์กว่า 80% หรือ 30 รายจาก 36 รายกล่าวว่ามีแนวโน้มที่จะใช้เวลามากกว่า 1 ปี ที่จีดีพี ของอินเดียจะเพิ่มขึ้น โดยอีก 9 ราย คาดการณ์ว่าจะใช้เวลานานกว่า 2ปี


· อินเดียทำสถิติใหม่พบผู้ติดเชื้อโควิดวันเดียวสูงกว่า 7.7 หมื่นราย

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียเปิดเผยว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อินเดียพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาเพิ่มอีก 1,057 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 61,529 ราย ขณะเดียวกันพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 77,266 ราย ซึ่งทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับ 3,387,500 ราย

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่มีการรายงานในวันนี้ถือเป็นสถิติรายวันสูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว


· ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังขาดทุนในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านเข้าสู่ใจกลางอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯในรัฐลุยเซียนาและเท็กซัส โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างต่อโรงกลั่น

โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 5 เซนต์ ที่ระดับ 45.14 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1 เซนต์ ที่ระดับ 43.05 เหรียญ/บาร์เรล


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com