• สรุปข่าวตลาดหุ้น (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2563

    10 มิถุนายน 2563 | SET News
  

· ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 3 เดือน ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์ที่ถูกกดดันอีกครั้ง อย่างไรก็ดี เหล่านักลงทุนที่ระมัดระวังการลงทุนก่อนหน้าที่จะทราบผลการประชุมเฟดในวันพรุ่งนี้

ตลาดให้ความสำคัญกับมุมมองทางเศรษฐกิจของเฟด และความชันของเส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังตลาดพันธบัตรสัปดาห์ที่แล้วเผชิญแรงเทขายที่อาจส่งผลต่อการดำเนินการในตลาดพันธบัตรอีกครั้ง

ทั้งนี้ ดัชนี MSCI ที่ไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 0.19% ภาพรวมเดือนมิ.ย. ดัชนี MSCI ที่ไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 9%

· ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทรงตัวในวันนี้ โดยปิดต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ขึ้นไปแตะเมื่อต้นสัปดาห์นี้ เนื่องจากเหล่านักลงทุนหยุดซื้อหุ้นในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความหวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

โดยดัชนี Nikkei เพิ่มขึ้น 0.15% ที่ระดับ 23,124.95 จุด ด้านดัชนี Topix ลดลง 0.23% ที่ระดับ 1,624.71 จุด

· ตลาดหุ้นจีนปิดปรับตัวลดลง เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนเม.ย.ที่มีการขยายตัว 3.3% เนื่องจากราคาอาหารปรับตัวลงในช่วงเวลาที่จีนเริ่มเปิดภาคธุรกิจและการผลิต ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตของจีนลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปีที่ผ่านมาตอกย้ำแรงกดดันต่อภาคการผลิตเนื่องจากการระบาดของไวรัสดังกล่าวที่กดดันการค้าและอุปสงค์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ดัชนี Shanghai Composite ลดลง 0.42% ที่ระดับ 2,943.75 จุด

· ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเหล่านักลงทุนกำลังรอคอยผลการประชุมเฟดที่จะทราบในวันพรุ่งนี้และคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ

โดยดัชนี Stoxx600 เพิ่มขึ้น 0.9% ด้านหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้น 2% ท่ามกลางตลาดหุ้นภูมิส่วนใหญ่ที่เคลื่อนไหวในแดนบวก

ทั้งนี้ ตลาดทั่วโลกจะเน้นให้ความสนใจไปยังการประชุมเฟด ด้านดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายเมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับมุมมองทางเศรษฐกิจของเฟด

· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพิจารณายกเลิกหรือคงการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จากที่จะสิ้นสุด 30 มิ.ย.63 นั้นจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นหลัก เพราะการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ทำให้ผู้ใดได้ประโยชน์

ทั้งนี้ หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็สามารถใช้กฏหมายปกติเข้ามาดูแลสถานการณ์แทนได้ทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งเป็นกฏหมายหลักในการควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงกฎหมายฉบับอื่นเป็นส่วนประกอบ ทั้ง พ.ร.บ.เดินอากาศ, พ.ร.บ.สาธารณสุข,พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย และ พ.ร.บ.ว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน

-ศบค.เปิดร่างคลายล็อกเฟส 4 รร.นานาชาติ-กวดวิชา,ดื่มเหล้า-เบียร์ในร้านอาหาร,ศูนย์เด็กเล็ก,ศูนย์ประชุมใหญ่,คอนเสิร์ต

-ศบค.จ่อปลดล็อกกองถ่ายขนาดใหญ่ไม่เกิน 150 คน แนะใส่หน้ากากอนามัยแทนเฟซชีลด์

-ศบค.เผยร่างปลดล็อกเฟส 4 ยกเว้นผับบาร์-อาบอบนวด-บ้านบอล-ผู้ชมแข่งขันกีฬา-ร้านเกมส์นอกห้าง

-ศบค.แจงยังไม่ปลดล็อกผับบาร์-คาราโอเกะเหตุเสี่ยงสูง-มีผลต่อเศรษฐกิจไม่มาก

-ศบค.คาดปลดล็อกเฟส 4 เริ่มได้เร็วสุด 15 มิ.ย.นี้

· อ้างอิงจากประชาชาติธุรกิจ

“กกร.” เคาะไทยควรเข้าร่วม CPTPP ส.ค.นี้ คาด เศรษฐกิจปี63 GDP ยังติดลบ 5% ส่งออกลบ 10%

- นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจไทยเดือนเม.ย. 63 พบว่าหดตัวทุกส่วนทั้งส่งออก การผลิต การบริโภคและการลงทุน เศรษฐกิจหยุดชะงักจากการล็อกดาวน์หลังเผชิญการระบาดที่รุนแรงของไวรัสโควิด-19 แม้ภาครัฐจะคลายล็อกให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม (เฟส 1-3) รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาต่างๆ

แต่กำลังซื้อครัวเรือนที่อ่อนแอ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจโลกถดถอย ความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ ที่ปะทุขึ้นอีกรอบ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติและต้องใช้เวลาอีกพอสมควร การว่างงานในประเทศจึงยังอยู่ในภาวะที่น่ากังวล

ที่ประชุม กกร. เห็นว่าภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมโดยเร็ว โดยเน้นโครงการที่เพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูธุรกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างงาน

โดยปี 63 ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ตามเดิม ที่ประเมินว่า GDP อาจหดตัวในกรอบ -5.0% ถึง -3.0% การส่งออกอาจหดตัว -10.0% ถึง -5.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง 0.0%

- นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากมีการหารือถึงการการพิจารณาเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) หรือไม่นั้น ล่าสุดที่ประชุม กกร. เห็นควรสนับสนุนให้ประเทศไทย เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลง CPTPP ในเดือนสิงหาคม 2563

เนื่องจากจะได้เห็นถึงผลดีหรือผลเสีย ต่อการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีตามข้อตกลง CPTPP เพราะกระบวนการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีนั้น มีขั้นตอนเป็นลำดับขั้น ซึ่งประกอบด้วย การขอเข้าร่วมเจรจา การเข้าร่วมเจรจากับประเทศภาคี หลังจากเจรจาเสร็จแล้ว ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com