• สรุปข่าวตลาดหุ้น (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 13 พฤษภาคม 2563

    13 พฤษภาคม 2563 | SET News

· ดัชนี S&P500 ปิดปรับตัวลดลง 2% ท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่ทำการเทขายทำกำไร จากการเตือนถึงการระบาดของไวรัสโคโรนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของสหรัฐฯ ที่ว่า การกลับมาเปิดทำการจะนำมาซึ่งการระบาดอีกครั้ง และเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวว

ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 457.21 จุด หรือ -1.89% ที่ 23,764.78 จุด ขณะที่ S&P500 ปิด -2.05% ที่ 2,870.12 จุด ทางด้าน Nasdaq ปิด -2.06% ที่ 9,002.55 จุด

ดัชนีมาตรวัดความผันผวนของตลาดหรือ Cboe ปิด +5.47 จุด ที่ระดับ 33.04 จุด ซึ่งถือเป็นรัดบรายวันที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์

ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 วันทำการ ท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่กลับมากังวลต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิด Second Wave จึงบดบังความหวังต่อการผ่อนคลายมาตรการการกักกันตนเอง รวมทั้งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯด้วย

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่าไวรัสโคโรนาได้คร่าชีวิตชาวสหรัฐฯไปแล้ว 80,000 ราย และขณะนี้ก็ยังไม่มีวิธีที่จะรักษาหรือวัคซีนได้ภายในช่วงปลายเดือนส.ค. หรือต้นเดือนก.ย. ซึ่งรายงานนี้กดดันตลาดพร้อมๆกับข่าวที่พบผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นในจีน, เกาหลีใต้ และเยอรมนีที่เริ่มคลาย Lockdown

· เช้านี้ดัชนีฟิวเจอร์สของสหรัฐฯเปิดอ่อนตัวลงต่อ หลังดัชนีหลักเผชิญแรงเทขายวานนี้ โดยดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สเปิดร่วง 100 จุด หรือ -0.9% โดยประมาณ ขณะที่ดัชนี S&P500 ฟิวเจอร์สเปิด -1% ขณะที่ Nadsasq ฟิวเจอร์สก็เปิดปรับลง -0.8%

· ตลาดหุ้นยุโรปปิดผสมผสานกัน เนื่องจากเหล่านักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ Second Wave จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

โดยดัชนี Stoxx600 ปรับตัวลดลงในช่วงต้นตลาด ก่อนจะปิดปรับตัวสูงขึ้นได้ 0.3% ท่ามกลางตลาดหุ้นภูมิภาคที่เคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกันไป ขณะที่หุ้นกลุ่มเทเลคอมปรับตัวสูงขึ้น 2.7% ขณะที่หุ้นเกี่ยวกับการพักผ่อนปรับลดลง 1%

· ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลที่ยังคงมีอยู่ในช่วงการเพิ่มขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อใหม่กรณี Second Wave จากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา

โดยเช้านี้ ดัชนี Nikkei ร่วงลง 1.28% ในช่วงต้นการซื้อขา่ยเนื่องจากดัชนี Fast Retailing ลดลงมากกว่า 2% ด้านดัชนี Topix ลดลง 0.99%

ดัชนี Kospi ลดลง 1.07% ขณะที่ดัชนีดัชนี S&P/ASX 200 ลดลง 0.91%

ทั้งนี้ ดัชนี MSCI ที่ไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่นลดลง 0.41

· นักบริหารการเงิน ประเมินการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ระหว่าง 32.00-32.15 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าภูมิภาค โดยลงไปทำ New Low ในรอบ 2 เดือน อาจมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้นจนอาจมีการปลดล็อกมาตรการ Lockdown

· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

- ครม.พิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วนของกรอบการใช้เงินฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยพิจารณาจากสถานการณ์ภายนอกและภายในประเทศ ทำให้ไทยหันมาเน้นสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในประเทศ จากเดิมที่ให้ความสำคัญเน้นการส่งออกสร้างการเติบโตในประเทศ เน้นการท่องเที่ยวสร้างรายได้ แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เราได้ถอดบทเรียน และ ครม.ได้อนุมัติแนวทางการดำเนินการใช้เงินกู้ดังกล่าวเพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ

- ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย จำนวน 88,452.5979 ล้านบาท เพื่อไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 3 วาระรวดในวันที่ 28 พ.ค.63 ต่อจากนั้นจะเสนอที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณา และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ภายในกลางเดือน มิ.ย.63

รวมทั้งเห็นชอบปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 64 จำนวน 40,325.6 ล้านบาท เพื่อนำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19

- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานภาพรวมการลงทุนในเดือนเม.ย. 63 พบนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,439 ล้านเหรียญ โดยตั้งแต่ ม.ค.-เม.ย.63 พบนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 5,078 ล้านเหรียญ

- รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาวะการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในช่วง 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 63 มีมูลค่าส่งออก 5,442.28 ล้านเหรียญ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 71.85% คิดเป็นเงินบาท 165,058.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.17% แต่หากหักมูลค่าส่งออกทองคำ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความผันผวนด้านราคาออกจะมีมูลค่าส่งออก 1,563 ล้านเหรียญ ลดลง 20.18% คิดเป็นเงินบาท 47,357.71 ล้านบาท ลดลง 23.38% เพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ลุกลามไปกว่า 210 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศ Lockdown ทำให้การขนส่งสินค้าทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศไม่สะดวก ขณะที่ความต้องการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง จึงชะลอการสั่งซื้อ แต่บางประเทศที่ยังไม่ได้รับผลกระทบก็เร่งการนำเข้าเพิ่มขึ้

ทั้งนี้ หากดูเฉพาะทองคำ พบว่า มีการส่งออกสูงถึง 3,879.29 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 220.91% จากการส่งออกไปเก็งกำไร เพราะราคายังทรงตัวอยู่ในระดับสูง และผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ทำให้คนหันมาซื้อทองคำเพิ่มขึ้นในฐานะทรัพย์สินปลอดภัย

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com