• สรุปข่าวตลาดหุ้น (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 23 เมษายน 2563

    23 เมษายน 2563 | SET News
 

· ดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯมีการเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัวในวันนี้ เนื่องจากตลาดเริ่มชะลอการลงทุนหลังจากคืนที่ผ่านๆมามีความผันผวนค่อนข้างสูง และกำลังรอการประกาสตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯที่จะประกาศในคืนนี้

โดยดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สปรับขึ้นเพียงประมาณ 2 จุด บ่งชี้ว่าคืนนี้ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มเปิดลดลงประมาณ 3 จุด ขณะที่ดัชนีฟิวเจอร์ส S&P 500 และ Nasdaq ต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเช่นกัน

ทั้งนี้ ตลาดจะจับตาการประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมีผู้ขอรับสวัสดิการเพิ่มอีก 4.3 ล้านราย วึ่งจะทำให้ยอดรวมคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านราย นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯประกาศปิดประเทศเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาในช่วงครึ่งหลังของเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จะมีการประกาศผลประกอบการของบริษัท Domino’s Pizza, Eli Lilly และ Southwest Airlines ภายในคืนนี้ด้วยเช่นกัน

· S&P 500 Price Forecast – หุ้นสหรัฐฯฟื้นตัวได้เล็กน้อยเมื่อคืนที่ผ่านมา

บทวิเคราะห์จาก FX Empire มีมุมมองเกี่ยวกับทิศทางของดัชนี S&P 500 ว่าดัชนีได้ฟื้นตัวเข้าใกล้เส้นค่าเฉลี่ยราย 50 วัน แม้การซื้อขายเมื่อคืนนี้จะค่อนข้างเบาบางก็ตาม แต่เส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวก็กำลังเริ่มเคลื่อนไหวแบบทรงตัว จึงเป็นสัญญาณว่าดัชนีเริ่มหมดกำลังที่จะฟื้นตัวต่อ และการซื้อขายในคืนนี้น่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบเดิมไปก่อน รวมถึงอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเปิดสถานะ Short ในดัชนี เนื่องจากภาพรวมความเชื่อมั่นในตลาดก็ยังคงถูกกดดันโดยวิกฤติไวรัสโคโรนา และแนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

· ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่กลับมารีบาวน์หลังจากที่ร่วงลงไปทำระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งคำมั่นสัญญาของรัฐบาลสหรัฐฯที่ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในการรองรับเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

เหล่านักวิเคราะห์ กล่าวว่า ผลประกอบการของภาคบริษัทสหรัฐฯที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ยังช่วยยกระดับตลาดหุ้นโดยรวม แม้ว่าความเชื่อมั่นยังคงเปราะบางเนื่องจากการระบาดของไวรัสอยู่ก็ตาม

ทั้งนี้ ดัชนี MSCI ที่ไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่นรีบาวน์จากระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ 0.6% ที่บริเวรณ 460.43 จุด

· ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดแดนบวกในวันนี้ ท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่พากันปิดสถานะ Short หลังจากที่หุ้นสหรัฐฯสามารถปรับสูงขึ้นได้จากกระแสคาดการณ์ว่าน่าจะมีการออกนโยบายนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับผลกระทบของวิกฤติไวรัสโคโรนา

โดยดัชนี Nikkei ปิด +1.52% ที่ระดับ 19,429.44 จุด หลังจากปิดลบติดต่อกัน 3 วันทำการที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Topix ปิด +1.36% ที่ระดับ 1,425.98 จุด

· ตลาดหุ้นจีนปิดอ่อนตัวลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการระบาดของไวรัสโคโรนาที่กดดันตลาดหุ้น แม้ว่าราคาหุ้นจะรีบาวน์ได้เมื่อวานนี้ก็ตาม

โดยดัชนี Shanghai Composite ปิดลดลง 0.2% ที่ระดับ 2,838.50 จุด

· ตลาดหุ้นยุโรปเปิดผสมผสาน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาและราคาน้ำมันดิบที่เหล่านักลงทุนยังคงให้ความสนใจอยู่ ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทช่วยชดเชยข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาย่ำแย่

โดยดัชนี Stoxx600 ลดลง 0.2% หลังจากข้อมูลเขตยูโรโซนแสดงให้เห็นการเสื่อมสภาพของเศรษฐกิจเป็นประวัติการณ์เนื่องจากวิกฤตของไวรัสโคโรนา ด้านหุ้นเทเลคอมลดลง 1.2% ขณะที่น้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้น 2.6% หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบทรงตัว

อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

- หุ้น PTTGC ราคาวิ่งขึ้น 5.71% มาอยู่ที่ 37 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท มูลค่าซื้อขาย 833.52 ล้านบาท เมื่อเวลา 11.32 น. โดยเปิดตลาดที่ 35.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 37.25 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 35.50 บาท

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะ”ถือ”หุ้น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 จะฟื้นตัว QoQ จากขาดทุนสต็อกน้อยลง, ส่วนลดเพิ่มขึ้นจากการที่ซาอุดีอาระเบียประกาศลดราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (OSP) สำหรับน้ำมันดิบทุกเกรดที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าทุกประเทศ และมีกำไร FX (ใน Q1/63 เป็นขาดทุน FX) แต่ค่าการกลั่นยังต่ำ โดยใน QTD ของไตรมาส 2 ค่าการกลั่น Jet ลดลง 74% และ Gasoil ลดลง 13% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 63 ขึ้น 31% จาก 3.7 พันล้านบาท เป็น 4.9 พันล้านบาท โดย 1) ปรับOSP ปี 63 และ 64 เป็น -5 และ -2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/63 OSP เฉลี่ย -5.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ในอดีตซื้อน้ำมันดิบ 50% จากอ่าวอาหรับ), 2) ลดอัตราการใช้กำลังการกลั่นโรงกลั่นเป็น 90% (เดิม 100%) เพราะอุปสงค์ชะลอ จึงมีสต็อกสูงในช่วง โควิด-19, และ 3) ปรับเพิ่มอัตราค่าขนส่งเป็น 2.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากเดิม( 1.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพราะแทงค์เก็บน้ำมันตึงตัว เนื่องจากมีการซื้อเก็บช่วงราคาตกต่ำกันมาก

- บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ในกลุ่ม บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซล ลงลิตรละ 60 สตางค์ ส่วนน้ำมันกลุ่มเบนซิน รวมถึงแก๊สโซฮอล์ยังคงราคาเดิม โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.63) ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ ดีเซล B7 อยู่ที่ลิตรละ 17.89 บาท, B10 ลิตรละ 14.89 บาท และ B20 ลิตรละ 14.64 บาท ส่วนกลุ่มเบนซินยังคงเดิม โดยเบนซิน 95 ของ PTT Station อยู่ที่ลิตรละ 24.36 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 16.95 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91ลิตรละ 16.68 บาท, E20 ลิตรละ 15.44 บาท, E85 ลิตรละ 15.04 บาท (ราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น)

- ด้านธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างซบเซา จากงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้า การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังมีเสถียรภาพดี ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงยังกดดันให้มีผลกระทบจากขาดทุนสต็อกสินค้าด้วย โบรกเกอร์ แนะนำ”ซื้อ”หุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แม้คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1/63 ที่จะประกาศในวันที่ 29 เม.ย.นี้ จะหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนจากสเปรดปิโตรเคมีอยู่ระดับต่ำจากผลกระทบเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ราคาน้ำมันร่วงลงแรงทำให้แนฟทา ซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบปรับลดลงด้วย ผลักดันให้สเปรดเปิดกว้างมากขึ้น ภาพรวมสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/62 ด้านค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่ารวดเร็ว ยังส่งผลบวกต่อ SCC ด้วย ขณะที่ SCC ยังมีปัจจัยบวกจากเตรียมส่ง บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) เข้าตลาดหุ้นในปีนี้ และยังคงเป็นหนึ่งเป้าหมายของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ตลอดจนราคาหุ้นที่ปรับลดลงมากทำให้ราคาหุ้นกลับมามี Upside ที่น่าสนใจอีกครั้ง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com