• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 29 กันยายน 2560

    29 กันยายน 2560 | Economic News


 

·         ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ ท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่ทำการเทขายทำกำไรหลังจากที่ค่าเงินดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ฟื้นตัวต่อเนื่อง 3 วันทำการ และเป็นการปิดสถานะก่อนสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 นี้

ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงมา 0.23ที่ระดับ 93.143 จุด ขณะที่ภาพรวมสัปดาห์มีทิศทางแข็งค่าและปรับตัวได้ประมาณ 1%ขณะที่เช้านี้ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลงต่อมาแถวระดับ 93.085 จุดในตลาดฮ่องกง เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดวานนี้บริเวณ 93.666 จุด

ทางด้านค่าเงินเยนแข็งค่ากลับลงมาบริเวณ 112.41 เยน/ดอลลาร์ หลังจากที่อ่อนค่าไปแถวบริเวณ 113 เยน/ดอลลาร์ในตลาดเอเชียวานนี้

ค่าเงินยูโรทรงตัวบริเวณ 1.1778 ดอลลาร์/ยูโร โดยกลับแข็งค่าขึ้นมาได้จากระดับอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์บริเวณ 1.1715 ดอลลาร์/ยูโรวานนี้ ซึ่งภาพรวมสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรอยู่ในทิศทางอ่อนค่าประมาณ 1.5% ซึ่งเป็นระดับการอ่อนค่ารายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่พ.ย. ปีที่แล้ว

·         กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นเป็นไปได้เร็วกว่าที่ประมาณการณ์ อันจะเห็นได้จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของจีดีพีไตรมาสที่ 2% แม้ว่าภาพรวมของทิศทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 อาจได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคนฮาวีย์และเออมาร์ที่เข้าจำกัดกิจกรรมภาคธุริกจเป็นการชั่วคราว

·         กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยว่า ผลกระทบจากพายุเฮอริเคนดังกล่าวก็ได้ส่งผลให้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการคนว่างงานรายสัปดาห์ปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คนว่างงานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้น 12,000 ราย สู่ระดับ 272,000 ราย แต่ภาพรวมก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 300,000 รายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 134 ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ยาวนานมากที่สุดตั้งแต่ที่เก็บข้อมูลสถิติในปี 1970

·         นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัสซิตี้ ถึงแม้จะไม่มีสิทธิร่วมโหวตนโยบายการเงินในปีนี้ แต่ก็แสดงความเห็นด้วยต่อแนวความคิดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

·         รายงานจากรอยเตอร์ ชี้ว่า โอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมระหว่าง 12-13 ธ.ค. มีโอกาสประมาณ 73%

และโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 9 ปี ก่อนจะร่วงลงมาแตะระดับ 1.46ในเช้านี้ ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับระดับต่ำสุดในช่วงต้นเดือนที่บริเวณ 1.254%

·         นักเศรษฐศาสตร์จาก Royal Bank of Canada แสดงความคิดเห็นเชิงบวกต่อแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจช่วยยกระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และทำให้นักลงทุนกลับมาลงทุนในหุ้นได้ และคาดว่าแผนดังกล่าวจะหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้ 0.5ต่อไป รวมทั้งอาจปรับตัวขึ้นแตะเป้าหมายคาดการณ์ที่ระดับ 5% ได้

·         ผู้แทนการเจรจาระดับสูง เผยว่า ความคืบหน้าล่าสุดระหว่างการหารือร่วมกันเกี่ยวกับกรณี Brexit ระหว่างอียูและอังกฤษดูจะมีท่าทีที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะผลักดันให้เข้าสู่การหารือขั้นต่อไปเกี่ยวกับช่วงเวลาการส่งผ่านหรือข้อตกลงการค้าในอนาคตหลังเกิด Brexit

·         ทางการของรัสเซียและเกาหลีเหนือจะเข้าพบกันในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตเกาหลีเหนือจากท่าทีเคลื่อนไหวของทางสหรัฐฯ ซึงดูเหมือนจะถูกจำกัดความร้อนแรงของสงครามทางคำพูดกับทางเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

·         รายงานจาก UBS ระบุว่า ราคาบ้านในเขตโทรอนโตปรับตัวสูงขึ้น 50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีโอกาสเผชิญความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ในเขตที่อยู่อาศัย ท่ามกลางศูนย์กลางทางการเงิน 20 แห่งทั่วโลก

·         รายงานจาก The Guardian ระบุว่า ผลโหวการลงประชามติเอกราชของชาวอิรักเชื้อสายเคิร์ด กว่า 92% โหวตเป็นประเทศเอกราชในการออกจากอิรัก โดยไม่สนคำเตือนของรัฐบาลอิรักที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องความเป็นเอกภาพของประเทศ และขู่ยึดรายได้จากน้ำมันที่หล่อเลี้ยงชาวเคิร์ด พร้อมกับเรียกร้องประเทศต่างๆ ให้หยุดนำเข้าน้ำมันโดยตรงจากเขตปกครองตนเองชาวเคิร์ด

แม้การลงประชามติครั้งนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ชาวเคิร์ดก็ต้องการมีประเทศของตัวเองซึ่งการลงประชามติดังกล่าวมาจากแนวคิดของนายมาสซูด บาร์ซานี ผู้นำชาวเคิร์ด ซึ่งการลงประชามตินอกจากจะสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลกลางอิรัก ยังทำให้ตุรกีและอิหร่าน สองประเทศเพื่อนบ้านแสดงความวิตกว่า การลงประชามติของชาวเคิร์ดในอิรัก อาจไปกระตุ้นให้ชาวเคิร์ดในตุรกีกับอิหร่าน จัดลงประชามติว่าด้วยการเป็นเอกราชเช่นกัน

·         ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 ที่ทำไว้ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความตึงเครียทางตอนเหนือของอิรัก จากการที่ผลโหวตของชาวอิรักเชื้อสายเคิร์ดมีความพึงพอใจที่จะแยกตัวเป็นเอกราช จึงจุดประกายความกังวลต่อภาวะอุปทานครั้งใหม่

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดลดลง 58 เซนต์ หรือคิดเป็น -1.1ที่ระดับ 51.56 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากที่ขึ้นไปทำระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน บริเวณ 52.86 เหรียญ/บาร์เรล

น้ำมันดิบ Brent ปิดลดลง 49 เซนต์ หรือคิดเป็น -0.9% ที่ระดับ 57.41 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากที่ขึ้นไปทำระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี บริเวณ 59.49 เหรียญ/บาร์เรลเมื่อวันอังคาร หลังจากที่ผลการลงประชามติของขาวเคิร์โส่งผลให้ทางตุรกีอาจทำการปิดท่อส่งน้ำมันในภูมิภาค

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com