• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2568

    18 ธันวาคม 2568 | Gold News



ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

 

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (17 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หลังมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ รวมถึงนักลงทุนยังเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา

 

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 41.60 ดอลลาร์ หรือ 0.96% ปิดที่ 4,373.90 ดอลลาร์/ออนซ์

ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวขึ้น 34.0 เหรียญ หรือ 0.79% ที่ระดับ 4,337.0 เหรียญ

 

กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 0.85 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,052.54 ตันภาพรวมเดือนธันวาคม ซื้อสุทธิ 7.11 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 179.16 ตัน

 

นักวิเคราะห์จาก DHF Capital S.A. กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ และทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ

 

BMO Capital Markets มองว่าทองคำและเงินยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อในปี 2026 แม้ราคาปรับขึ้นแรงแล้วในปีนี้ คาดราคาทองคำเฉลี่ยปีหน้าอยู่ที่ 4,5504,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าโลหะมีค่าอื่นๆ แรงหนุนหลักมาจากแนวโน้มลดดอกเบี้ย ดอลลาร์อ่อน หนี้ภาครัฐสูง และกระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ทั่วโลก

 

Royal Bank of Canada คาดการณ์ราคาทองคำปี 2026 จะเคลื่อนไหวในกรอบสูงที่ $4,500$5,000 ต่อออนซ์ โดยเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์หลบภัยเป็นสินทรัพย์หลักในพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับแรงหนุนสำคัญจากการที่นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือครองเป็น 510% ผสานกับการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอน

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

 

ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.19 จุด หรือ 0.19% มาอยู่ที่ระดับ 98.39 จุด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี  ปรับตัวลดลง -0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 4.143% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 3.473% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ 0.67%

 

คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (ผู้ว่าการเฟด) ส่งสัญญาณบวก มองว่าตลาดแรงงานกำลังอ่อนตัวลงอย่างช้าๆ จึงจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้าเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยเขาประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายควรลดลงไปอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% (ต่ำกว่าปัจจุบันประมาณ 0.50% - 1.00%) เพื่อให้ถึงจุดสมดุลที่ไม่กระตุ้นหรือฉุดรั้งเศรษฐกิจจนเกินไป แม้ว่าทางคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่จะยังมีความเห็นที่ระมัดระวังและส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดเพียงครั้งเดียวในปีหน้าก็ตาม

 

ด้านสถาบันการเงิน UBS และ JPMorgan ประเมินว่าตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจนในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นปัจจัยบีบให้เฟดพิจารณาลดดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โดย UBS มองว่าเศรษฐกิจยังมั่นคงจากภาคการบริโภคที่แข็งแกร่ง ขณะที่ JPMorgan แนะนำให้จับตาข้อมูลเดือนธันวาคมเพื่อยืนยันความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจต่อไป

 

ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยนักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสำคัญในสัปดาห์นี้ เริ่มจากการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบางและแรงกดดันเงินเฟ้อที่เริ่มผ่อนคลาย ขณะที่วันพรุ่งนี้ จะมีการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยตลาดคาดว่า BOJ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินเยนและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

 

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (17 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดลดลงเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,885.97 จุด ลดลง 228.29 จุด หรือ -0.47%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,721.43 จุด ลดลง 78.83 จุด หรือ -1.16% และ

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,693.32 จุด ลดลง 418.14 จุด หรือ -1.81%

 

หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลง 2.2% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 1.9% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.21% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวขึ้น 0.45%

 

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 1% ในวันพุธ (17 ธ.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหมดที่ถูกคว่ำบาตร ไม่ให้เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น และทำให้ตลาดกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

 

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 67 เซนต์ หรือ 1.21% ปิดที่ 55.94 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 1.29% ปิดที่ 59.68 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น หลังจากปธน.ทรัมป์มีคำสั่งให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหมดที่ถูกคว่ำบาตร ไม่ให้เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา พร้อมประกาศให้ผู้นำและรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็น องค์กรก่อการร้ายต่างชาติซึ่งเป็นการยกระดับมาตรการกดดันนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน

 

รวมถึงราคาน้ำมันดิบยังคงได้ปัจจัยบวก จากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่ารัสเซียอาจใช้กำลังยึดดินแดนยูเครนเพิ่ม หากยูเครนและผู้นำยุโรปไม่เข้าร่วมเจรจาตามข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐฯ แม้สหรัฐฯ จะเจรจากับรัสเซีย ยูเครน และยุโรปแล้ว แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ โดยยูเครนและพันธมิตรยุโรปยังคงแสดงความกังวลต่อข้อเรียกร้องด้านดินแดน และต้องการหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

 

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ ที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากเมื่อวาน Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง คาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.4031.60 บาทต่อดอลลาร์

 

กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% ต่อปี เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน โดยปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ลงเหลือ 1.5% จากความเสี่ยงด้านการบริโภคที่อ่อนแอลงและผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมุ่งช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบางและเฝ้าระวังความเสี่ยงภาวะเงินฝืด

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองทองราคาทอง

contact website_0_0.png

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com