• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    15 ธันวาคม 2568 | Gold News



สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ 

-

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (12 ธ.ค.) และแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัว หลังจากอ่อนค่าลงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งดอลลาร์ที่อ่อนค่าจะทำให้ทองคำที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐมีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่น
  • ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 15.30 ดอลลาร์ หรือ 0.35% ปิดที่ 4,328.30 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวขึ้น 17.0 เหรียญ หรือ 0.4% ที่ระดับ 4,299.0 เหรียญ
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 2.29 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,053.12 ตันภาพรวมเดือนธันวาคม ซื้อสุทธิ 7.69 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 179.74 ตัน
  • ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุน หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในปีนี้ และเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ แต่ส่งสัญญาณใช้ความระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม จนกว่าจะมีข้อมูลเศรษฐกิจออกมาชัดเจนมากขึ้น
  • นักวิเคราะห์ Adrian Day จาก Asset Management มองว่าราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจัยหนุนหลักคือการที่เฟดกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งสะท้อนการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน และเป็นบวกต่อทองคำในระยะถัดไป
  • นักวิเคราะห์ เจมส์ สแตนลีย์ จาก Forex.com ประเมินว่าระบุว่าทองคำกำลังทะลุแนวต้านทางเทคนิคในลักษณะ “Bullish flag pattern” และเหลือเพียงแนวต้านที่จุดสูงสุดเดิม โดยมองว่าทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่องไปถึงปี 2026 ตราบใดที่เงินเฟ้อยังไม่กดดันเฟดให้เปลี่ยนท่าที
  • ผลสำรวจ Kitco News ชี้ว่า นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทส่วนใหญ่มองราคาทองคำในเชิงบวกอย่างชัดเจน 85% คาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ ขณะที่ไม่มีใครคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลดลง โดยมีเพียง 15% เท่านั้นที่ประเมินว่าราคาจะทรงตัว ซึ่งแสดงถึงมุมมองเชิงบวกที่แข็งแกร่งต่อราคาทองคำ

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.14 จุด หรือ 0.14% มาอยู่ที่ระดับ 98.46 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 4.186% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 3.52% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.67%

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดที่ลงคะแนนเสียงคัดค้านการลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้นั้น แสดงความกังวลว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเกินไปที่จะสนับสนุนการลดดอกเบี้ย
  • เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงมีความคิดเห็นที่แตกแยกกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของอัตราดอกเบี้ย โดยเผชิญกับทางเลือกระหว่างการคงอัตราสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อและการลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนตลาดแรงงาน
  • เบธ แฮมแม็ค (เฟดคลีฟแลนด์) เห็นว่าควรคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป และอยากให้เข้มงวดมากขึ้นเล็กน้อย เพื่อกดเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2%
  • ออสตัน กูลส์บี (เฟดชิคาโก) มองว่าดอกเบี้ยอาจลดลงได้ในปีหน้า แต่ยังเร็วเกินไปในตอนนี้ ขอรอข้อมูลเงินเฟ้อและแรงงานเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
  • แอนนา พอลสัน (เฟดฟิลาเดลเฟีย) เชื่อว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงในปีหน้า และกังวลความเสี่ยงตลาดแรงงานมากกว่า เห็นว่านโยบายปัจจุบันค่อนข้างเข้มงวดแล้ว
  • แมรี เดลี (เฟดซานฟรานซิสโก) สนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย โดยมองว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่หายไป ผ่านการปรับค่าจ้างที่สูงขึ้น
  • ด้าน เควิน แฮสเซตต์ ระบุว่า หากได้เป็นประธานเฟด เขาจะรับฟังและถ่ายทอดมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ให้คณะกรรมการพิจารณา แต่คณะกรรมการมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ และทรัมป์จะไม่มีน้ำหนักในการลงมติอัตราดอกเบี้ย เขาย้ำว่าเฟดยังคงต้องทำงานอย่างเป็นอิสระ โดยการตัดสินใจขึ้นกับการโหวตของคณะกรรมการ ไม่ใช่แรงกดดันทางการเมือง ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าทรัมป์อาจแทรกแซงนโยบายการเงิน หลังเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น
  • ธนาคารชั้นนำในวอลล์สตรีท ดอยช์แบงก์ และโกลด์แมน แซคส์ มองว่า ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อในปี 2026 จากการที่เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย ขณะที่ประเทศหลักอื่นคงดอกเบี้ยหรือเริ่มขึ้นดอกเบี้ย นักกลยุทธ์คาดว่าเงินทุนจะไหลออกจากสินทรัพย์สหรัฐไปยังประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์อาจอ่อนค่าราว 3% ภายในสิ้นปี 2026 ด้าน มอร์แกน สแตนลีย์ชี้ว่า ตลาดยังมีช่องให้คาดการณ์การผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟดมากขึ้น ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย และ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเล็กน้อย ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อดอลลาร์เพิ่มเติม

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (12 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดร่วงลงมากกว่า 1% เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังได้รับแรงกดดันจากหุ้นบริษัท Broadcom และ Oracle ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ตลาดยังถูกถ่วงลงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) บางรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
  • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,458.05 จุด ลดลง 245.96 จุด หรือ -0.51%, 
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,827.41 จุด ลดลง 73.59 จุด หรือ -1.07% 
  • และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,195.17 จุด ลดลง 398.69 จุด หรือ -1.69%
  • ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์บวก 1.05% ขณะที่ดัชนี S&P500 ลดลง 0.63% และดัชนี Nasdaq ลดลง 1.62%

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (12 ธ.ค.) และร่วงลงราว 4% ในรอบสัปดาห์นี้ เนื่องจากภาวะอุปทานล้นตลาดและความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ได้บดบังความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งใกล้เวเนซุเอลา
  • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 16 เซนต์ หรือ 0.28% ปิดที่ 57.44 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 16 เซนต์ หรือ 0.26% ปิดที่ 61.12 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เสนอพิจารณายุติความพยายามเข้าร่วมนาโต ระหว่างการเจรจากับผู้แทนสหรัฐฯ ที่กรุงเบอร์ลิน เพื่อหาทางยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน ด้านสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด
    การหารือดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องในวันจันทร์

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 4 ปี แตะ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบสัปดาห์หน้าที่ 31.40–32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ผลประชุมกนง. (17 ธ.ค.), ทิศทางเฟด, ทิศทาง Fund flow ต่างชาติ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ไทย–กัมพูชา

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองทองราคาทอง

contact website_0_0.png

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com