• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2568

    11 ธันวาคม 2568 | Gold News



สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ 

  • Federal Funds Rate เท่ากับคาดการณ์ 3.75% และ ต่ำกว่าครั้งก่อน 4.00%

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามตามที่คาดไว้ พร้อมส่งสัญญาณที่ถูกตีความว่า มีแนวโน้มผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น ซึ่งกระตุ้นความเชื่อมั่นในตลาดทองคำอย่างมาก ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการอ่อนค่าลงของผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ และการที่เฟดประกาศจะ เริ่มซื้อพันธบัตร เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการผ่อนคลายเชิงปริมาณขนาดเล็กๆ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะ ลดอัตราดอกเบี้ยถึงสองครั้งในนปีหน้า ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในระยะสั้นถึงต้นปีหน้า
  • ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 11.50 ดอลลาร์ หรือ 0.27% ปิดที่ 4,224.70 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวขึ้น 19.0 เหรียญ หรือ 0.45% ที่ระดับ 4,228.0 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 4,440 เหรียญ
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 1.15 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,046.82 ตันภาพรวมเดือนธันวาคม ซื้อสุทธิ 1.39 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 173.44 ตัน
  • ด้านราคา Silver พุ่งสูงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 62.37 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในตลาดโลหะมีค่าและการคาดลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดย Silver ให้ผลตอบแทนในปีนี้เหนือกว่าทองคำอย่างมาก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากต้นปี เนื่องจากความต้องการทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและภาวะขาดดุลอุปทานอย่างรุนแรง ทำให้ตลาดมีความตึงตัวและผลักดันราคาให้สูงขึ้น

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวลดลง -0.61 จุด หรือ -0.61% มาอยู่ที่ระดับ 98.6 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี  ปรับตัวลดลง -0.05 % มาอยู่ที่ระดับ 4.133% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.09 % มาอยู่ที่ระดับ 3.53% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.6%
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติ 9 ต่อ 3 เสียงลดดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลให้ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลงมาอยู่ที่ 3.50%–3.75% แต่การประชุมรอบนี้เต็มไปด้วยเสียงแตกมากที่สุดในรอบ 6 ปีสะท้อนความกังวลทิศทางเศรษฐกิจปี 2026 ที่ยังไม่ชัดเจน
  • ในรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้งในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับการส่งสัญญาณในการประชุมเดือนก.ย. นอกจากนี้ เฟดยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 เป็น 2.3% จากระดับ 1.8% และคงตัวเลขคาดการณ์อัตราว่างงานในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 4.4%
  • เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ส่งสัญญาณว่า Fed กำลังเข้าสู่โหมด “Wait and See” หลังมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในช่วง “Neutral Range” แล้ว จึงต้องรอดูข้อมูลเพิ่มก่อนขยับนโยบายอีกครั้ง
  • สำหรับเหตุผลหลักที่เฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้ มีสองประเด็นสำคัญคือ (1) ตลาดแรงงานอ่อนแรงต่อเนื่อง โดยอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 0.3% ตั้งแต่มิถุนายน–กันยายน การจ้างงานเฉลี่ยเพียง 40,000 ตำแหน่งต่อเดือน แต่เฟดประเมินว่าตัวเลขนี้สูงกว่าความจริงราว 60,000 ทำให้ตัวเลขแท้จริงอาจเป็น ลบ 20,000 ตำแหน่งต่อเดือน และ (2) เงินเฟ้อชะลอลง โดยเงินเฟ้อฝั่งบริการลดลงต่อเนื่อง แม้จะถูกชดเชยบางส่วนด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลจากการเก็บภาษีนำเข้า.
  • รวมถึง Fed ประกาศจะกลับมาซื้อพันธบัตรระยะสั้น (T-bills) อีกครั้ง เริ่ม 12 ธ.ค. โดยซื้อวงเงินราว 40,000 ล้านดอลลาร์ใน 30 วัน เพื่อเติมสภาพคล่องให้ระบบธนาคาร หลังเงินสำรองลดลงใกล้แตะระดับต่ำ โดย Powell ย้ำว่านี่ไม่ใช่ QE แต่เป็นการบริหารเงินสำรองเพื่อกันไม่ให้ระบบการเงินเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง.

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเกือบ 500 จุดในวันพุธ (10 ธ.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด นอกจากนี้ การแสดงความเห็นของเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ยังทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในปีหน้า
  • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,057.75 จุด เพิ่มขึ้น 497.46 จุด หรือ +1.05%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,886.68 จุด เพิ่มขึ้น 46.17 จุด หรือ +0.67% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,654.16 จุด เพิ่มขึ้น 77.67 จุด หรือ +0.33%
  • นักวิเคราะห์จากบริษัท 248 Ventures ในรัฐนอร์ธแคโรไลนากล่าวว่า ตลาดได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนมีมุมมองบวกว่า แม้พาวเวลปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่การที่พาวเวลแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานเช่นนั้นถือเป็นข่าวดีในข่าวร้ายและจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในปีหน้า
  • ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับตัวลงหลังจากพาวเวลแสดงความเห็นดังกล่าว ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดปิดปรับตัวสูงขึ้น

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (10 ธ.ค.) หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้ปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ซึ่งจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์น้ำมัน
  • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 21 เซนต์ หรือ 0.36% ปิดที่ 58.46 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 27 เซนต์ หรือ 0.44% ปิดที่ 62.21 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ทั้งนี้ ข่าวสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ช่วยให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นสู่แดนบวก หลังจากราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงเกือบ 1% ในระหว่างวัน ภายหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงเพียง 1.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • เมื่อวานนี้ ยูเครนระบุว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ โดยเรือลำนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซียเป็นครั้งที่ 3 ในรอบสองสัปดาห์ ซึ่งยูเครนระบุว่าเรือเหล่านี้ช่วยให้มอสโกหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและยังคงส่งออกน้ำมันเพื่อใช้เป็นทุนทำสงคราม.

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 31.73 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากปิดก่อนหน้า 31.82 บาทต่อดอลลาร์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าต่อ และอาจปิดสิ้นปีบริเวณ 31.85 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจจะ ± 0.25 บาทต่อดอลลาร์ นักวิเคราะห์มองว่าตลาดยังรอผลการประชุม BOJ และ BOT ทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่อาจยังไม่เร่งปรับสถานะถือครองเงินบาทจนกว่าจะเห็นทิศทางนโยบายชัดเจน.

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองทองราคาทอง

contact website_0_0.png

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com