• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 24 ตุลาคม 2568

    24 ตุลาคม 2568 | Gold News

 

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

  • Existing Home Sales ออกมาตามคาดการณ์ที่ 4.06M สูงกว่าครั้งก่อนที่ 4.00M

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวขึ้น 15.99 เหรียญ หรือ 0.39% ที่ระดับ 4,126.08 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 80.2 ดอลลาร์ หรือ 1.97% ปิดที่ 4,145.60 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันถือครองที่ 1,052.37 ตันภาพรวมเดือนตุลาคม ซื้อสุทธิ 40.64 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 178.99 ตัน
  • เจพีมอร์แกนปรับคาดการณ์ราคาทองคำพุ่งแตะ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในปี 2028 สูงสุดในบรรดาสถาบันการเงินทั้งหมด พร้อมเพิ่มเป้าราคาเฉลี่ยไตรมาส 4 ปี 2026 เป็น 5,055 ดอลลาร์ ภายใต้เงื่อนไขความต้องการซื้อทองจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก จะมีค่าเฉลี่ยราว 566 ตัน/ไตรมาสในปี 2026 ชี้แรงหนุนมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และแนวโน้มเฟดลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง
  • มอร์แกน สแตนลีย์ปรับคาดการณ์ราคาทองคำปี 2026 ขึ้นเป็น 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มกว่า 33% จากเดิม คาดได้แรงหนุนจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ดอลลาร์อ่อนค่า, เงินไหลเข้ากองทุนทองคำ (ETF), การซื้อทองคำต่อเนื่องของธนาคารกลาง และความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก ขณะที่ปี 2025 ก่อนหน้า ธนาคารเคยคาดทองแตะ 3,400 ดอลลาร์

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.1 จุด หรือ 0.1% มาอยู่ที่ระดับ 99.01 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.06 % มาอยู่ที่ระดับ 4.005% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 3.488% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.52%

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี หลังจากทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในสัปดาห์หน้า ซึ่งคำยืนยันดังกล่าวช่วยคลายความวิตกกังวล หลังจากตลาดเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน
  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,734.61 จุด เพิ่มขึ้น 144.20 จุด หรือ +0.31%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,738.44 จุด เพิ่มขึ้น 39.04 จุด หรือ +0.58% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,941.80 จุด เพิ่มขึ้น 201.40 จุด หรือ +0.89%
  • ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีดีดตัวขึ้น หลังจากแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงยืนยันว่า ปธน.ทรัมป์จะออกเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียในวันนี้ (24 ต.ค.) และจะไปเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย โดยปธน.ทรัมป์จะพบกับปธน.สี จันผิง ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. หลังจากกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้
  • นักวิเคราะห์จาก Horizon Investments กล่าวว่า คำยืนยันของทำเนียบขาวช่วยคลายความกังวล หลังจากตลาดเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานข่าวล่าสุดที่ระบุว่า คณะบริหารของปธน.ทรัมป์กำลังพิจารณามาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ผลิตด้วยซอฟต์แวร์ของสหรัฐฯ ไปยังจีน โดยสินค้าเหล่านี้ครอบคลุมถึงแล็ปท็อปไปจนถึงเครื่องยนต์ไอพ่น เพื่อตอบโต้จีนที่ออกมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก
  • จีนประกาศแผนพัฒนา 5 ปีใหม่ มุ่งพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯเน้นพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์, AI และรถยนต์ไฟฟ้า แม้เผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการผลิต ส่งออก และกระตุ้นการบริโภคในประเทศควบคู่กัน

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 5% ในวันพฤหัสบดี หลังจากสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน ซึ่งการดำเนินการของสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทพลังงานในจีนและอินเดียต่างพากันพิจารณาลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ หรือ 5.62% ปิดที่ 61.79 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.40 ดอลลาร์ หรือ 5.43% ปิดที่ 65.99 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ต่างก็พุ่งขึ้นในวันเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย.ปีนี้ และปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทลูคอยล์ (Lukoil) และรอสเนฟต์ (Rosneft) สองบริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระที่สอง โดยมีเป้าหมายที่จะกดดันให้รัสเซียทำข้อตกลงยุติสงครามในยูเครน
  • ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถของรัสเซียในการหารายได้สนับสนุนการทำสงครามในยูเครน และระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมกับรัสเซียหากจำเป็น และได้เรียกร้องให้บรรดาประเทศพันธมิตรเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • ปูตินแสดงท่าทีท้าทายและเมินเฉยต่อผลกระทบ หลังสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันใหญ่ของรัสเซีย 2 แห่ง เพื่อกดดันยุติสงครามยูเครนมาตรการดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นกว่า 5% ขณะเดียวกัน จีนและอินเดียเริ่มชะลอการซื้อน้ำมันจากรัสเซียชั่วคราวเพื่อลดความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร
  • สหรัฐอเมริกาและอินเดีย ใกล้จะบรรลุข้อตกลงในการลดภาษีนำเข้าจากอินเดียให้เหลือเพียง 15-16% จากเดิมที่สูงถึง 50% หลังจากที่ทางอินเดียตกลงที่จะลดปริมาณการซื้อน้ำมันจากรัสเซียลงแล้ว
  • ผู้นำจีนประกาศแผน 5 ปี เน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ หลังจากการประชุมสำคัญเมื่อวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ รองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะเยือนมาเลเซียเพื่อเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ในระหว่างวันที่ 24 – 27 ต.ค. ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะคลี่คลายความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสองประเทศ

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ  32.79 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  32.87 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิดวันที่ 22 ตุลาคม) โดยคาดว่าวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.95 บาท/ดอลลาร์ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในคืนนี้

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ 2.2% และยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6% โดยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ (H1/68) เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 3% ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ จะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com