• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 01 ตุลาคม 2568

    1 ตุลาคม 2568 | Gold News

 

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

  • JOLTS Job Openings ออกมาที่ 7.23M สูงกว่าคาดการณ์ที่ 7.19M และครั้งก่อนที่ 7.21M         
  • CB Consumer Confidence ออกมาที่ 94.2  ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 96.0 และครั้งก่อนที่ 97.8

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร โดยราคาทองคำยังคงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะถูกปิดทำการ (ชัตดาวน์) เป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย
  • ราคาทองคำตลาดโลกปิดปรับตัวขึ้น 25.88 เหรียญ หรือ 0.68% ที่ระดับ 3,858.45 เหรียญ ขณะที่เช้านี้อยู่ที่ระดับ 3,865.20 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 18 ดอลลาร์ หรือ 0.47% ปิดที่ 3,873.20 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 1.15 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,012.88 ตันภาพรวมเดือนกันยายน ซื้อสุทธิ 35.2 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 140.36 ตัน
  • นอกจากนี้ นักลงทุนยังเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะเผชิญภาวะชัตดาวน์ โดยหากสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณชั่วคราวระยะเวลา 7 สัปดาห์ หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นตรงกับเวลาไทยประมาณช่วง 11.00 น. ซึ่งจะเป็นการปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี
  • UBS ระบุว่า ตลาดทองคำกำลังมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะกระทิง” (Bull Case) ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาทะยานขึ้นแตะระดับ 4,200 ดอลลาร์ ได้ภายในกลางปี 2569 โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง แรงซื้อทองคำจำนวนมากจากธนาคารกลางทั่วโลก และเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง โดย UBS แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรพอร์ตการลงทุนในทองคำราว 4-6%

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวลดลง -0.09 จุด หรือ -0.09% มาอยู่ที่ระดับ 97.82 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 4.152% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 3.608% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.54%
  • ซูซาน คอลลินส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาบอสตัน ให้ความเห็นเมื่อว่า ทิศทางนโยบายการเงินของเธอนั้น สอดคล้องกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามที่ธนาคารกลางได้คาดการณ์ไว้ล่าสุด โดยชี้ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงมีความเสี่ยงสูง และเป็นภัยคุกคามต่อภาวะเงินเฟ้อ แม้ว่าขณะนี้จะเริ่มมี สัญญาณความอ่อนแอในตลาดงาน
  • ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดการณ์ ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงเติบโตในอัตราประมาณ 1.5% ตลอดช่วงที่เหลือของปี พร้อมกับ เตือน ว่า ตลาดงานอาจประสบปัญหา หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางอย่างเพียงพอ
  • ออสตัน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า หากเกิดกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ (Government Shutdown) จนส่งผลให้ กระทรวงแรงงานหยุดเผยแพร่รายงานเศรษฐกิจสำคัญ ตามกำหนดการ เฟดจะ หันไปใช้แหล่งข้อมูลทางเลือกอื่น เพื่อประกอบการตัดสินใจในการประชุมเดือนตุลาคม

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร และปรับตัวขึ้นทั้งในรายเดือนและรายไตรมาส แม้ว่านักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะถูกปิดทำการ (ชัตดาวน์) ซึ่งอาจทำให้การรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญมีความล่าช้า และส่งผลให้แนวโน้มนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผชิญกับความไม่ชัดเจน
  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,397.89 จุด เพิ่มขึ้น 81.82 จุด หรือ +0.18%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,688.46 จุด เพิ่มขึ้น 27.25 จุด หรือ +0.41% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,660.01 จุด เพิ่มขึ้น 68.86 จุด หรือ +0.30%
  • ตลอดเดือนก.ย. ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทั้งสิ้น 3.53% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในเดือนก.ย.ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 5.61% และดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.87% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในเดือนก.ย.ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562
  • เมื่อพิจารณาตลอดทั้งไตรมาส 3/2568 ดัชนี S&P500 พุ่งขึ้น 7.79% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้น 11.24% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 และดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 5.22%
  • หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 2.45% และ 0.86% ตามลำดับ ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลง 1.07% และ 0.55% ตามลำดับ
  • นักลงทุนจับตาความเสี่ยงที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะเผชิญกับการชัตดาวน์ แม้ในช่วงที่ผ่านมา การชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อตลาดในวงจำกัด แต่นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การชัตดาวน์ครั้งนี้อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนมากกว่าเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ในภาวะเปราะบาง
  • ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นการปลดพนักงานระลอกใหญ่ เมื่อหลายบริษัทตัดสินใจระงับการจ้างงานหรือปรับลดพนักงานจำนวนมากในปีนี้ โดยอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก และมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่เข้ามากดดันซ้ำเติม

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร โดยราคาน้ำมันยังคงถูกกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด หลังมีข่าวว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกในเดือนพ.ย. รวมทั้งการที่ภูมิภาคเคอร์ดิสถานของอิรักได้กลับมาส่งออกน้ำมันผ่านทางตุรกีอีกครั้ง
  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.08 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 62.37 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 95 เซนต์ หรือ 1.4% ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการประชุมโอเปกพลัสในวันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค.นี้ สมาชิก 8 ประเทศของกลุ่มโอเปกพลัสอาจตกลงที่จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในเดือนพ.ย.ราว 274,000 – 411,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับการเพิ่มผลิต 137,000 บาร์เรล/วันในเดือนต.ค. เนื่องจากชาติผู้นำอย่างซาอุดีอาระเบียพยายามผลักดันให้โอเปกพลัสเพิ่มผลิตเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา
  • ขณะที่แหล่งข่าวอีกส่วนหนึ่งเปิดเผยกับสื่อว่า โอเปกพลัสอาจพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันสูงถึง 500,000 บาร์เรล/วันในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ดี กลุ่มโอเปกพลัสได้โพสต์ข้อความบน X โดยปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าทางกลุ่มมีแผนที่จะเพิ่มการผลิต 500,000 บาร์เรล/วัน โดยระบุว่าข่าวไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความเข้าใจผิด

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามกำหนดอัตราภาษี 10% สำหรับการนำเข้าไม้แปรรูป และ 25% สำหรับโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ครัว และเฟอร์นิเจอร์ไม้บุผ้า โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.นี้ ตามประกาศฉบับเดียวกัน อัตราภาษีจะปรับเพิ่มขึ้นอีกตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยเฟอร์นิเจอร์ไม้บุผ้าจะถูกเก็บภาษี 30% ส่วนอัตราภาษีตู้ครัวและโต๊ะเครื่องแป้งจะสูงถึง 50% หากประเทศต้นทางไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้
  • เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กำหนดเส้นตายให้กลุ่ม ฮามาส ตอบรับแผนสันติภาพฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ภายในสามถึงสี่วัน โดยเตือนว่า "จะเกิด จุดจบที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง" หากกลุ่มปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งเขากล่าวว่าใกล้จะยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาสองปีแล้ว

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • ค่าเงินบาทวันนี้ (1 ต.ค. 68) เปิดตลาดอ่อนค่าที่ 32.46 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยกรอบแนวรับที่ 32.30 บาท แนวต้าน 32.60 บาท
  • ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกในปี 2568 จะเติบโตที่ 4.8%  ส่วนไทยคาดโต 2.0% เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ 1.8% เมื่อเดือนกรกฎาคม
  • บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Ratings: IDRs) สำหรับ 5 ธนาคารต่อไปนี้ EXIM-KTB-TTB-SCBT-UOBT เป็นแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบจากเดิมแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” 

 



ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com