• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 26 กันยายน 2568

    26 กันยายน 2568 | Gold News

 

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

  • Final GDP q/q ออกมาที่ 3.8% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.3% และครั้งก่อนที่ 3.3%
  • Unemployment Claims ออกมาที่ 218K ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 233K และครั้งก่อนที่ 232K
  • Core Durable Goods Orders m/m ออกมาที่ 0.4% สูงกว่าคาดการณ์ที่ -0.1% และครั้งก่อนที่ 1.0%
  • Durable Goods Orders m/m ออกมาที่ 2.9% สูงกว่าคาดการณ์ที่ -0.3% และครั้งก่อนที่ -2.7%
  • Final GDP Price Index q/q ออกมาที่ 2.1% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.0% และครั้งก่อนที่ 2.0%
  • Existing Home Sales ออกมาที่ 4.00M สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.96M และครั้งก่อนที่ 4.01M
  • ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง GDP ประจำไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศประมาณการครั้งที่ 3 ขยายตัวถึง 3.8% ซึ่งสูงกว่าประมาณการครั้งที่ 1 (3.0%) และครั้งที่ 2 (3.3%) อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจาก ความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

 

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจและแรงงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟด
  • ราคาทองคำตลาดโลกปิดปรับตัวขึ้น 9.83 เหรียญ หรือ 0.26% อยูที่ระดับ 3,749.44 เหรียญ ขณะที่เช้านี้อยู่ที่ระดับ 3,742.68 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ หรือ 0.08% ปิดที่ 3,771.10 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันถือครองที่ 996.85 ตันภาพรวมเดือนกันยายน ซื้อสุทธิ 19.17 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 124.33 ตัน
  • ปีเตอร์ แกรนท์ นักกลยุทธ์ด้านโลหะจากบริษัท Zaner Metals กล่าวว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่ลดลงมากกว่าคาด ได้ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มโดยรวมของราคาทองคำ ส่วนความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในระยะสั้นสำหรับทองคำคือความร้อนแรงของตัวเลขดัชนี PCE โดยหากดัชนี PCE ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจทำให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่า และเป็นปัจจัยฉุดราคาทองคำชั่วคราว

  • เฉิน เว่ยเหิง  นักยุทธศาสตร์จาก JPMorgan Private Bank  คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจพุ่งแตะระดับ $4,050-$4,150 ภายในกลางปี 2569 แม้ประธานเฟดจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่คาดว่า เฟดจะยังคงลดดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลง
  • โกลด์แมนแซคส์ประเมินว่า เหตุการณ์โคลนถล่มขนาดใหญ่ที่เหมืองกราสเบิร์ก (Grasberg) ในอินโดนีเซียจะทำให้อุปทานทองแดงหายไป 5.25 แสนตัน พร้อมปรับลดคาดการณ์อุปทานทองแดงทั่วโลกครึ่งหลังของปี 2568 ลง 160,000 ตัน และปี 2569 ลง 200,000 ตัน

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.6 จุด หรือ 0.61% มาอยู่ที่ระดับ 98.42 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.03 % มาอยู่ที่ระดับ 4.17% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.05 % มาอยู่ที่ระดับ 3.651% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.52%
  • สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟด ยังคงเรียกร้องให้ ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันตลาดแรงงานอ่อนแอลง โดยระบุว่าสมาชิก Fed คนอื่น ๆ กังวลเรื่องเงินเฟ้อ ที่เกิดจากภาษีศุลกากรมากเกินไป
  • ออสตัน กูลส์บี ประธาน Fed สาขาชิคาโก ยังคงกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เกิดจากมาตรการภาษี และ ปฏิเสธแนวคิดการเร่งรัดลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง (Front-loading) โดยกล่าวว่า Fed ต้องมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมายมานานกว่าสี่ปีครึ่งนั้น เป็นเพียงภาวะ ชั่วคราว เท่านั้น
  • รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า จีนเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนตลาดพันธบัตรสกุลเงินหยวนในฮ่องกง และเร่งผลักดันให้เงินหยวนถูกนำไปใช้ในระดับโลกมากขึ้น โดยจะสนับสนุนให้สถาบันการเงินจากต่างประเทศเข้ามาทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตร (repo) เพื่อให้การใช้พันธบัตรเงินหยวนมีประสิทธิภาพและคล่องตัวยิ่งขึ้น
  • สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ชัดเจนขึ้นทุกขณะ หลังรายงานการประชุมนโยบายการเงินเดือนก.ค. เปิดเผยให้เห็นความเห็นต่างภายในคณะกรรมการ โดยมีกรรมการหลายคนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต แม้ว่ามติในครั้งนั้นจะให้คงอัตราดอกเบี้ยเป็นเอกฉันท์ก็ตาม

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผชิญกับความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,947.32 จุด ลดลง 173.96 จุด หรือ -0.38%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,604.72 จุด ลดลง 33.25 จุด หรือ -0.50% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,384.70 จุด ลดลง 113.16 จุด หรือ -0.50%
  • หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ร่วงลง 1.67% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง 1.47% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 0.9% และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขยับขึ้น 0.03%

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยถูกกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากข่าวรัสเซียจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงจนถึงสิ้นปีนี้
  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1 เซนต์ หรือ 0.02% ปิดที่ 64.98 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 11 เซนต์ หรือ 0.16% ปิดที่ 69.42 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ในช่วงแรก ราคาน้ำมัน WTI ได้รับแรงหนุนหลังจากอเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียจะประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลบางส่วนจนถึงสิ้นปีนี้ และขยายคำสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันเบนซินที่มีอยู่เดิม หลังจากที่โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของรัสเซียถูกโจมตีด้วยโดรนของยูเครน
  • ราคาน้ำมันลดช่วงบวก หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจทำให้เฟดใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2567
  • นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากรัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถานของอิรักประกาศว่า การส่งออกน้ำมันจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งภายใน 48 ชั่วโมง หลังมีการทำข้อตกลงไตรภาคีระหว่างกระทรวงน้ำมันของอิรัก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของภูมิภาคเคอร์ดิสถาน และบริษัทผู้ผลิต

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • ตลาดจับตาความเสี่ยงที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะถูกชัตดาวน์ในช่วงสิ้นเดือนนี้ โดยล่าสุดมีรายงานว่าทำเนียบขาวมีคำสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลกลาง จัดทำแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ หากสมาชิกสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับงบประมาณจนนำไปสู่การชัตดาวน์ในช่วงสิ้นเดือนนี้ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นการเปลี่ยนแนวทาง จากเดิมที่ทำเพียงสั่งให้พนักงานหยุดงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการชัตดาวน์ครั้งก่อน ๆ
  • อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นความพยายามของทำเนียบขาวที่จะใช้การชัตดาวน์เป็นโอกาสผลักดันนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการลดขนาดกำลังคนของรัฐบาลกลาง หรือเป็นเพียงกลยุทธ์บีบให้พรรคเดโมแครตยอมผ่านร่างกฎหมายงบประมาณของพรรครีพับลิกัน
  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้น ภาษีนำเข้ายาที่มีสิทธิบัตรสูงถึง 100% เริ่ม 1 ตุลาคม 2025 โดยมีเงื่อนไขยกเว้นภาษีสำหรับบริษัทที่ เริ่มสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกีดกันสินค้าอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นการผลิตในประเทศ นักวิเคราะห์เตือนว่ามาตรการนี้จะทำให้ ต้นทุนค่ายาและอุปกรณ์การแพทย์พุ่งสูงขึ้นทันที และอาจสร้างปัญหาต่อ ห่วงโซ่อุปทาน การเข้าถึงยา ของประชาชน รวมถึงอาจส่งผลให้ อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว ในปลายปีนี้
  • กลุ่มประเทศ G7 และสหภาพยุโรป (EU) กำลังหารือกันเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ รวมถึงแนวคิดในการกำหนดราคาขั้นต่ำของแร่หายาก เพื่อรับมือกับอิทธิพลของจีนในห่วงโซ่อุปทาน
  • คณะกรรมาธิการยุโรป (EU) เตรียมประกาศใช้มาตรการ ภาษีนำเข้าเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากจีน ในอัตราระหว่าง 25% ถึง 50% ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อใช้แทนที่มาตรการคุ้มครองเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงในปี 2569 การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ปกป้องอุตสาหกรรมภายใน จากการหลั่งไหลของผลิตภัณฑ์จีน ดยเกิดขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ว่า การส่งออกเหล็กกล้าของจีน ในปีนี้จะ เพิ่มขึ้น 4%–9% จากปีก่อนหน้า


ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • นักบริหารการเงิน เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.22 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  32.13 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.35 บาทต่อดอลลาร์

  • นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลัง Fitch Ratings ปรับลด Credit rating outlook ของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” เงินบาทปรับอ่อนค่าลง โดยอ่อนค่าเกือบ 20 สตางค์เมื่อเทียบกับระดับราคาเปิดของวัน รวมถึงปัจจัยตัวเลขส่งออกไทยเดือน ส.ค.68 ที่อ่อนแอกว่าคาดเช่นกัน ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมี Correction กลับไปแข็งค่าขึ้นหลังเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ยอดขายบ้านใหม่) ออกมาดีกว่าคาด และ Jerome Powell ยังไม่ให้สัญญาเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย จึงทำให้ US Treasury yields กลับมาสูงขึ้น สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยราว 3-4 bps หลัง Fitch Ratings ปรับ Outlook ลง

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com