• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 18 กันยายน 2568

    18 กันยายน 2568 | Gold News

 

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

  • Federal Funds Rate ออกมาตามคาดการณ์ที่ 4.25% โดยครั้งก่อนอยู่ที่ 4.50%  

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • ราคาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบ นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 3,707 เหรียญ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.25% สู่ระดับ 4%–4.25%
  • ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -31.38 เหรียญ หรือ -0.85% ที่ระดับ 3,659.97 เหรียญ ขณะที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 3,707 เหรียญ โดยเช้านี้เปิดตลาดปรับลดลงต่อ ที่ระดับ 3,657 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 7.30 ดอลลาร์ หรือ 0.20% ปิดที่ 3,717.8 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 4.29 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 975.66 ตันภาพรวมเดือนกันยายน ขายสุทธิ 2.02 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 103.14 ตัน
  • ธนาคารดอยซ์แบงก์ ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2569 สู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ จากเดิมที่ 3,700 ดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการทองคำของธนาคารกลาง การอ่อนค่าของดอลลาร์ และวัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด
  • นอกจากนี้ ดอยซ์แบงก์ระบุว่า ความต้องการทองคำของประเทศต่าง ๆ ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2554–2564 ถึงสองเท่า โดยมีจีน เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ดี ดอยซ์แบงก์เตือนถึงความเสี่ยงต่อราคาทองคำ เช่น การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้น วัฏจักรการปรับตัวลงของราคาทองคำที่มักเกิดขึ้นในไตรมาส 4 เมื่อพิจารณาสถิติย้อนหลัง 10 และ 20 ปี รวมถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจทำให้เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยในปี 2569
  • ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เผยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือน ก.ย.68 อยู่ที่ระดับ 76.56 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.53 จุด หรือคิดเป็น 2.04% จากระดับ 75.03 จุด ในเดือน ส.ค.68 ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหนุนให้ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), แรงซื้อเก็งกำไร, นโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ, การอ่อนค่าของดอลล่าร์สหรัฐฯ และความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.43 จุด หรือ 0.45% มาอยู่ที่ระดับ 97.05 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 4.072% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.04 % มาอยู่ที่ระดับ 3.538% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.53%
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง อนุมัติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเมื่อวันพุธ โดยสตีเฟน มิแรน ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟด โหวตสวนมติในที่ประชุม FOMC โดยเขาลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งนี้
  • สำหรับการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% ก่อนสิ้นปีนี้
  • ส่วนการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้น เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 1.6% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 1.4% นอกจากนี้ เฟดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อตามดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ในปี 2568, 2569 และ 2570 จะอยู่ที่ระดับ 3.1%, 2.6% และ 2.1% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์ในเดือนมิ.ย.ว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.1%, 2.4% และ 2.1% ตามลำดับ
  • เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดกล่าวในระหว่างการแถลงข่าวกับต่อมวลชนว่า การจ้างงานมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเผชิญภาวะขาลงเมื่อเทียบกับตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงต้องมีการประเมินและควบคุม และพาวเวลล์ระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นไปเพื่อ "บริหารความเสี่ยง" มากกว่าจะมุ่งเป้าไปที่การพยุงเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
  • นักวิเคราะห์จากบริษัท Angeles Investments กล่าวว่า การแสดงความเห็นของพาวเวลได้ลดทอนความคาดหวังของนักลงทุนที่ต้องการเห็นสัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงรุกมากขึ้น โดยเขาระบุถึงความอ่อนแอของตลาดแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในขณะนี้

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด อย่างไรก็ดี ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน โดยดัชนี S&P500 และ Nasdaq ต่างก็ปิดในแดนลบ หลังจากเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดส่งสัญญาณระมัดระวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก
  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,018.32 จุด เพิ่มขึ้น 260.42 จุด หรือ +0.57%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,600.35 จุด ลดลง 6.41 จุด หรือ -0.10% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,261.33 จุด ลดลง 72.63 จุด หรือ -0.33%
  • หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้น 0.96% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 0.9% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 0.7% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลง 0.45%
  • การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มการเงิน ซึ่งรวมถึงหุ้น American Express เป็นปัจจัยหนุนดัชนีดาวโจนส์ ขณะที่หุ้น Nvidia ร่วงลง 2.6% และเป็นปัจจัยฉุดดัชนี Nasdaq หลังจากสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของจีน ได้สั่งให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน ซึ่งรวมถึง ByteDance และ Alibaba ระงับการซื้อชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Nvidia รวมทั้งยกเลิกคำสั่งซื้อก่อนหน้านี้
  • คำสั่งของ CAC ถือเป็นมาตรการของจีนในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกข้อจำกัดไม่ให้บริษัทจีนเข้าถึงชิประดับสูงของสหรัฐฯ ส่งผลให้จีนผลักดันให้บริษัทภายในประเทศยุติการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างมากในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปสงค์ชะลอตัวในสหรัฐฯ
  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 47 เซนต์ หรือ 0.73% ปิดที่ 64.05 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 52 เซนต์ หรือ 0.76% ปิดที่ 67.95 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ราคาน้ำมันปรับตัวลง หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล พุ่งขึ้น 4.0 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล
  • อย่างไรก็ดี สต็อกน้ำมันดิบลดลง 9.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 700,000 บาร์เรล

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และเวชภัณฑ์ในอัตราที่สูงกว่าอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ 25% โดยให้เหตุผลว่าทั้งสองอุตสาหกรรมนี้มีกำไรมากกว่า
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเมลาเนีย เดินทางเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดหารือกับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 และนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ คาดว่าจะมีการประกาศความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกบดบังด้วยการประท้วงใหญ่และการเลี่ยงประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว
  • หอการค้าสหภาพยุโรปประจำประเทศจีนเปิดเผยว่า บริษัทยุโรปจำนวนมากเผชิญปัญหาขาดทุนและมีแนวโน้มว่าจะต้องปิดกิจการเพิ่มเติม เนื่องจากจีนยังคงเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare earth) แม้จะมีข้อตกลงในเดือนก.ค. ที่ระบุว่าจะเร่งรัดการส่งมอบไปยังสหภาพยุโรป (EU) ก็ตาม

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • ค่าเงินบาทวันนี้ เปิดตัวอ่อนค่าที่ 31.83 บาทต่อดอลลาร์ จากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.72 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบแนวรับที่ 31.70 บาท แนวต้าน 32.00 บาท

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com