• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 12 กันยายน 2568

    12 กันยายน 2568 | Gold News

 

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

  • Core CPI m/m ออกมาที่ 0.3% ตามคาดการณ์ที่ และครั้งก่อนที่ 0.3%    
  • CPI m/m ออกมาที่ 0.4% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.3% และครั้งก่อนที่ 0.2% 
  • CPI y/y ออกมาที่ 2.9% ตามคาดการณ์ที่ 2.9% และครั้งก่อนที่ 2.7%     
  • Unemployment Claims ออกมาที่ 263K สูงกว่าคาดการณ์ที่ 235K และครั้งก่อนที่ 236K
  • ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) โดยรวม ยังคงออกมาตามคาดการณ์ แต่ยังคงสูงกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานกลับส่งสัญญาณอ่อนแออย่างชัดเจน โดยยอดผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งสูงขึ้นถึง 27,000 ราย  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไร อย่างไรก็ดี ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
  • ราคาทองคำตลาดโลกปิด ปรับตัวลดลง -6.63 เหรียญ หรือ -0.18% ที่ระดับ 3,633.96 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ปรับตัวขึ้น +10 เหรียญ อยู่ที่ระดับ 3,645 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 8.4 ดอลลาร์ หรือ 0.23% ปิดที่ 3,673.60 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 2.0 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 977.95 ตันภาพรวมเดือนกันยายน ซื้อสุทธิ 0.27 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 105.43 ตัน
  • ราคาทองคำปรับตัวลงเนื่องจากแรงขายทำกำไร โดยราคาร่วงลงกว่า 10 ดอลลาร์ หลุดจากระดับ 3,620 ดอลลาร์ในระหว่างวัน อย่างไรก็ดี ราคาทองคำลดช่วงลบและปิดตลาดปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
  • นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ทองคำกำลังทรงตัว หลังจากประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 นอกจากนี้กล่าวเสริมว่า แม้ราคาที่ผันผวนล่าสุดจะทำให้เห็นว่าผู้ซื้อเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่แนวโน้มของราคาทองคำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ายังคงสดใส ทำให้โอกาสที่ราคาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญมีน้อย

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวลดลง -0.19 จุด หรือ -0.19% มาอยู่ที่ระดับ 97.6 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี  ปรับตัวลดลง -0.03 % มาอยู่ที่ระดับ 4.028% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 3.541% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.49%
  • Seema Shah หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ระดับโลกของ Principal Asset Management กล่าวว่า แม้อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย  แแต่ก็ไม่น่าจะทำให้ Fed ลังเลที่จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า โดยชี้ว่าข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนตัวลงมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องราคาที่สูงขึ้น
  • คลอเดีย ซาห์ม จาก New Century Advisors ให้ความเห็นกับ Yahoo Finance ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงสูงจากเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ที่ตั้งไว้ และชี้ว่าเหตุผลที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์เงินเฟ้อดีขึ้น แต่เป็นเพราะตัวเลขการจ้างงานที่แย่ลง
  • ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15%
  • จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังส่งสัญญาณถึงขั้นตอนสุดท้ายในการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสมัยผู้ว่าการอุเอดะ ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในกลยุทธ์การลดสินทรัพย์เสี่ยง โดยจะเริ่มขายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว 3 รายที่ใกล้ชิดกับธนาคารกลาง

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 600 จุดในวันพฤหัสบดี โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากข้อมูลแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อที่มีการเปิดเผยล่าสุดเป็นปัจจัยหนุนการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของหุ้นเทสลา (Tesla) และหุ้นไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology)
  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,108.00 จุด เพิ่มขึ้น 617.08 จุด หรือ +1.36%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,587.47 จุด เพิ่มขึ้น 55.43 จุด หรือ +0.85% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,043.07 จุด เพิ่มขึ้น 157.01 จุด หรือ +0.72%
  • หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุพุ่งขึ้น 2.14% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 1.47% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 0.04%
  • หุ้นเทสลา พุ่งขึ้น 6% ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยได้ปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งมาจากหุ้นเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ที่พุ่งขึ้น 1.6% และหุ้นโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) พุ่งขึ้น 1.9%

  • รัฐบาลจีนเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระจำนวนมหาศาลที่ติดค้างบริษัทเอกชน ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเบื้องต้นอาจใช้วงเงินราว 1 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์) ในการชำระหนี้ให้กับภาคเอกชน และตั้งเป้าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2570
  • ข้อมูลจาก Caitong Securities ระบุว่า จีนอาจจัดสรรพันธบัตรพิเศษมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านหยวนภายในปีนี้ เพื่อนำไปชำระหนี้คงค้างให้แก่ภาคเอกชน โดยพิจารณาจากการออกพันธบัตรพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการสำรองที่ดินและการก่อสร้างโครงการในช่วงที่ที่ผ่านมา

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี โดยถูกกดดันความกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันในสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลง และตลาดโลกอาจเกิดภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด ซึ่งความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครนอาจส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทาน
  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 1.3 ดอลลาร์ หรือ 2.04% ปิดที่ 62.37 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.12 ดอลลาร์ หรือ 1.66% ปิดที่ 66.37 ดอลลาร์/บาร์เร

  • นอกจากนี้ ราคาน้ำมันร่วงลง หลังจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานประจำเดือนว่า อุปทานน้ำมันในตลาดโลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ปรับเพิ่มกำลังการผลิต
  • ส่วนความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่มีผลต่อตลาดน้ำมันนั้น รายงานระบุว่าการส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปยังประเทศจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยบริษัทอารามโค (Aramco) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียมีแผนที่จะส่งออกน้ำมันประมาณ 1.65 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.43 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.ย.

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • เม็กซิโกเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนและกลุ่มประเทศเอเชีย รวมถึงเกาหลีใต้และอินเดีย ในอัตราสูงสุดถึง 50% ซึ่งมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ผู้นำเม็กซิโก จะเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ และแคนาดาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA)
  • รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้หารือกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เกี่ยวกับประเด็นทวิภาคีหลายด้าน นอกจากนี้ ทั้งสองยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับโลกและภูมิภาค ซึ่งเป็นการสานต่อการพูดคุยจากการประชุมครั้งก่อนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์
  • ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของเจีย ค็อบบ์ ผู้พิพากษาศาลแขวงในวอชิงตันที่ให้ระงับคำสั่งของปธน.ทรัมป์ในการถอดถอนลิซา คุก ออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยทรัมป์มีเป้าหมายที่จะขัดขวางไม่ให้คุกเข้าร่วมการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในสัปดาห์หน้า
  • เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า UN รู้สึกยินดีที่อิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการกลับมาดำเนินการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านอีกครั้ง

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • นักบริหารการเงิน เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.71 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.85 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.60-31.90 บาทต่อดอลลาร์

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com