• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2568

    26 สิงหาคม 2568 | Gold News


 

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

  • New Home Sales ออกมาที่ 652K สูงกว่าคาดการณ์ที่ 635K แต่ต่ำครั้งก่อนที่ 656K

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ

  • ราคาทองคำในตลาดพุ่งขึ้นทันที 1% แตะระดับสูงสุดที่ 3,386 ดอลลาร์ หลังจากดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมาก สาเหตุมาจากประธานาธิบดีทรัมป์แทรกแทรงธนาคารกลางสหรัฐ ได้สั่งปลด ลิซ่า คุก หนึ่งในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 112 ปีของเฟด 
  • ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 1 ดอลลาร์ หรือ 0.03% ปิดที่ 3,417.50 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ราคาทองคำตลาดโลก เมื่อวานนี้ปิดลดลง -3.0 เหรียญ หรือ -0.09% ที่ระดับ 3,365.0 เหรียญ ก่อนที่เช้านี้จะปรับตัวขึ้น กว่า 30 เหรียญ ทำจุดสูงสุดที่ 3386 เหรียญ และขณะนี้ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3372 เหรียญ
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 1.72 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 958.49 ตันภาพรวมเดือนสิงหาคม ซื้อสุทธิ 3.98 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 85.97 ตัน

 

ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง

  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวลดลง -0.17 จุด หรือ -0.17% มาอยู่ที่ระดับ 98.26 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 4.293% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 3.708% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.59%
  • ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งปลดนางลิซ่า คุก ออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 112 ปีของเฟด การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาสามารถแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่ได้ถึง 3 คนภายใน 9 เดือนข้างหน้า
  • โดยมีสาเหตุการปลดทรัมป์ชี้ว่าพฤติกรรมของนางคุกขาดความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในฐานะผู้กำกับดูแลการเงิน เนื่องจากเธอถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลเท็จในการทำสัญญาจำนองบ้าน 2 หลัง โดยอ้างว่าทั้งสองหลังเป็นที่พักอาศัยหลักพร้อมกัน ซึ่งไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย
  • โดยตามข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติธนาคารกลางสหรัฐฯ ปี 1913 รัฐสภาได้จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการปลดผู้ว่าการเฟดไว้ว่าจะต้องมี "เหตุผล" เท่านั้น แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า "เหตุผล" คืออะไร แต่โดยทั่วไปจะตีความว่าหมายถึงความประพฤติมิชอบหรือการละเลยหน้าที่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากประชาชน

  • คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เน้นย้ำว่า ธนาคารกลางต้องเป็นอิสระ จากรัฐบาล เพื่อให้เศรษฐกิจทำงานได้อย่างถูกต้อง เธอยืนยันว่าหากรัฐบาลเข้ามากำหนดอัตราดอกเบี้ยเองจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ และจากประสบการณ์การทำงานที่ IMF เธอก็ได้เห็นผลกระทบที่ร้ายแรงจากการที่ความเป็นอิสระของธนาคารกลางถูกคุกคาม

 

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูผลประกอบการของบริษัทผลิตชิป AI รายใหญ่อย่างอินวิเดีย (Nvidia) ในสัปดาห์นี้ด้วย
  • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,282.47 จุด ลดลง 349.27 จุด หรือ -0.77%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,439.32 จุด ลดลง 27.59 จุด หรือ -0.43%, และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,449.29 จุด ลดลง 47.24 จุด หรือ -0.22%
  • หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 1.62% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ร่วงลง 1.44% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารดีดตัวขึ้น 0.44% และหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 0.26%
  • หุ้นอินวิเดียปิดตลาดบวก 1.02% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสในวันพุธนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้ และจะเป็นบททดสอบสำคัญที่สามารถบ่งชี้ถึงอนาคตการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
  • นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 159 คน โดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ (NABE) พบว่ามีหลายนโยบายที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.นโยบายภาษีนำเข้า: นักเศรษฐศาสตร์วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้มากที่สุด โดยเตือนว่าในอดีตมักส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและราคาสินค้าสูงขึ้น 2.ร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่าย 3.มาตรการปราบปรามผู้อพยพ 4.การแทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐฯ 5.การบริหารจัดการสถิติเศรษฐกิจของรัฐบาล

 

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน

  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าสหรัฐฯ จะออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อรัสเซีย รวมทั้งข่าวยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน
  • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.14 ดอลลาร์ หรือ 1.79% ปิดที่ 64.80 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.58% ปิดที่ 68.80 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Price Futures Group กล่าวว่า แม้ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังพยายามเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี แต่ดูเหมือนว่าการเจรจาสันติภาพจะยืดเยื้อ และสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย หากการเจรจาไม่เป็นไปในทางที่ดี
  • นักลงทุนจับตาการประชุมของสมาชิก 8 ชาติของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน อิรัก คาซัคสถาน และแอลจีเรีย ในวันอาทิตย์ที่ 7 ก.ย.เพื่อพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนต.ค.

 

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง

  • กองทัพอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มโรงพยาบาลนาสเซอร์ในฉนวนกาซาเมื่อวานนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้สื่อข่าวถึง 4 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ ทั้งนี้ รายงานของสมาคมนักข่าวปาเลสไตน์ระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 มีผู้สื่อข่าวชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาไปแล้วกว่า 240 คน
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขข้อตกลงภาษีศุลกากรกับเกาหลีใต้ แม้จะมีการโน้มน้าวจากประธานาธิบดีอี แจ มยอง ในระหว่างการพบกันครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ว่าผู้นำทั้งสองจะแสดงความหวังที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญ เช่น เกาหลีเหนือ, ความมั่นคง และอุตสาหกรรมการต่อเรือ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อตกลงที่กำหนดอัตราภาษี 15% สำหรับสินค้าเกาหลีใต้จะยังคงเดิม
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนจีนว่า หากการส่งออก แม่เหล็กและแร่หายาก (rare-earth magnets) หยุดชะงัก สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษีสูงถึง 200% หรือมากกว่านั้น แม่เหล็กจากแร่หายากถือเป็นส่วนสำคัญในเทคโนโลยีขั้นสูงหลายชนิด เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องบิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งจีนเป็นผู้ครองตลาดเกือบทั้งหมด ทำให้สหรัฐฯ มองว่าเป็น "จุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์"

 

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท

  • นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์จาก Krungthai GLOBAL MARKETS วิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลด Lisa Cook ออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • แม้ว่าก่อนหน้านี้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดมองว่า การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟด ซึ่งอาจส่งผลให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ตามความต้องการของฝั่งการเมือง ด้วยเหตุนี้ คาดว่าเงินบาทจะค่อย ๆ แข็งค่าขึ้น โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.10 บาทต่อดอลลาร์

 


ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com