• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2568

    11 สิงหาคม 2568 | Gold News


ข่าวเกี่ยวกับทองคำ


  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ แต่ลดช่วงบวกลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังมีรายงานว่าทำเนียบขาวเตรียมออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อชี้แจงจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อการเก็บภาษีนำเข้าทองคำแท่ง


  • ราคาทองคำตลาดโลกเช้านี้ ปรับตัวลดลง -26.08 เหรียญ หรือ -0.77% อยู่ที่ระดับ 3,374.28 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 37.60 ดอลลาร์ หรือ 1.09% ปิดที่ 3,491.30 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 0.55 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 959.64 ตันภาพรวมเดือนสิงหาคม ซื้อสุทธิ 5.13 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 87.12 ตัน


  • สัญญาทองพุ่งทะลุระดับ 3,500 ดอลลาร์ แตะระดับ 3,534.10 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังมีรายงานว่า สหรัฐได้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อการนำเข้าทองคำแท่งขนาด 1 กิโลกรัม


  • นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำแสดงให้เห็นว่า แม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยก็ไม่อาจรอดพ้นจากความผันผวนที่เกิดจากความสับสนในยุคของมาตรการภาษี


  • นักวิเคราะห์จำนวนมากระบุว่ากำลังรอความชัดเจนเพิ่มเติมในประเด็นนี้ พร้อมเสริมว่ามาตรการภาษีทองคำของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการผลิตและขนส่งทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่ปัจจุบันสินค้าสวิสถูกเก็บภาษีนำเข้าโดยสหรัฐฯ ที่ 39% และทั้งสองประเทศยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อลดอัตราภาษี


  • แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้หยุดส่งมอบทองคำแท่งไปยังสหรัฐฯ ชั่วคราว เพราะความไม่แน่นอนดังกล่าว


ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง


  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.22 จุด หรือ 0.22% มาอยู่ที่ระดับ 98.2 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 4.274% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.03 % มาอยู่ที่ระดับ 3.762% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.51%


  • ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool นั้น มีโอกาส 89.4% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 80.3% เมื่อสัปดาห์ก่อน และสัญญาล่วงหน้าบ่งชี้ไปที่การลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในสิ้นปีนี้


  • มิเชล โบว์แมน รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความเห็นว่า ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาซบเซายิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้เป็นแนวทางที่เหมาะสม


  • เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมนโยบายเดือนก.ย. โดยคาดว่าจะลดลง 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ก่อนเฟดยุติวงจรการผ่อนคลายนโยบาย หลังจากพบสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงาน และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เสนอชื่อกรรมการเฟดคนใหม่


  • รายงานสรุปความคิดเห็นจากที่ประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจยุติท่าทีแบบรอดูสถานการณ์” (wait-and-see) ได้ภายในสิ้นปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถรับมือกับแรงกดดันจากมาตรการขึ้นภาษีได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อการเติบโตของญี่ปุ่น

ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ


  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นวันที่สองติดต่อกัน เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงหุ้น Apple ปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย


  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 44,175.61 จุด เพิ่มขึ้น 206.97 จุด หรือ +0.47%.
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,389.45 จุด เพิ่มขึ้น 49.45 จุด หรือ +0.78% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,450.02 จุด เพิ่มขึ้น 207.32 จุด หรือ +0.98%
  • ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.3%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 2.4% และดัชนี Nasdaq เพิ่ม 3.9%


  • ดัชนี Nasdaq ทำสถิติปิดตลาดสูงสุดเป็นครั้งที่ 18 ในปีนี้ โดยดัชนีเพิ่มขึ้น 11% นับตั้งแต่ต้นปี ส่วนดัชนี S&P500 ปิดใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


  • หุ้น Apple พุ่งขึ้น 4.2% ในวันศุกร์ และปรับตัวขึ้น 13.3% ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า Apple จะลงทุนเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าการลงทุนรวมในช่วง 4 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ


  • ดัชนี S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการสื่อสารปรับขึ้นนำหุ้นกลุ่มอื่น ๆ และต่างก็ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน


  • ข้อมูลเงินเฟ้อจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยนักวิเคราะห์บางรายคาดว่า ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไร โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายเดือนของสหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่ในวันอังคารหน้า (12 ส.ค.)


  • นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-อินเดีย หลังอินเดียระงับการสั่งซื้ออาวุธและเครื่องบินจากสหรัฐฯ หลังจากที่ทรัมป์ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของอินเดียเป็น 50% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา


  • ความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยนักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นอินเดียไปแล้วเป็นมูลค่า 900 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนส.ค. ต่อเนื่องจากเดือนก.ค. ซึ่งมีเงินไหลออกสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์


  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนก.ค. ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ สะท้อนผลกระทบจากความต้องการภายในประเทศที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนด้านการค้าที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ


  • กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่ระดับ 14.60 ล้านล้านเยน (9.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการขาดดุลการค้าที่ลดลง

ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน


  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดทรงตัวในวันศุกร์ ขณะที่ตลาดรอการพบปะกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แต่ราคาน้ำมันปรับลดลงมากที่สุดในรอบสัปดาห์นี้นับตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย. เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากภาษี


  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย. ปิดทรงตัวที่ระดับ 63.88 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 16 เซนต์ หรือ 0.24% ปิดที่ 66.59 ดอลลาร์/บาร์เรล


  • ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 5.1% และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 4.4%


  • ในระหว่างวัน สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ร่วงลงกว่า 1% หลังจาก Bloomberg News รายงานว่า สหรัฐฯ และรัสเซียมีเป้าหมายบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในยูเครน โดยจะยอมรับการยึดครองดินแดนของรัสเซียที่ได้มาจากการรุกรานทางทหาร รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียกำลังหารือเรื่องพื้นที่ยึดครอง เพื่อเตรียมการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และปูติน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วสุดในสัปดาห์หน้า


  • การพบปะดังกล่าวสร้างความคาดหวังต่อการยุติสงครามในยูเครนด้วยวิถีทางการทูต ซึ่งอาจนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย และเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างทรัมป์และผู้ซื้อน้ำมันรัสเซียทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีกับอินเดียหากยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย พร้อมระบุว่า จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรัสเซียรายใหญ่ที่สุด อาจถูกเก็บภาษีเช่นเดียวกับอินเดีย


  • นักวิเคราะห์จาก ANZ Bank ระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มมีผลในวันพฤหัสบดี (7 ส.ค.) ก่อให้เกิดความกังวลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันดิบ


  • นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดน้ำมันเผชิญปัจจัยลบอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังสมาชิกหลักของ OPEC+ ประกาศยกเลิกการลดกำลังการผลิต 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันอย่างเต็มรูปแบบในเดือนก.ย. และมาตรการภาษีนำเข้าขนาดใหญ่ของทรัมป์มีผลบังคับใช้กับประเทศส่วนใหญ่


  • ทรัมป์ยังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะเสนอชื่อ สตีเฟน มิแรน ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ให้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชั่วคราวในตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งสร้างความคาดหวังต่อแนวโน้มนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของผู้บริโภคและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงความต้องการใช้น้ำมัน

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง


  • สำนักข่าวไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ในการเจรจาข้อตกลงทางการค้า จีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกชิ้นส่วนสำคัญสำหรับชิปปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า ก่อนการประชุมสุดยอดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ทั้งนี้ การเจรจาทางการค้ากับจีนยังคงดำเนินอยู่ และเจ้าหน้าที่ของทรัมป์ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายเส้นตายวันที่ 12 ส.ค. สำหรับการเก็บภาษี 30% กับสินค้าจีน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าทรัมป์จะไฟเขียวให้ขยายเวลาหรือไม่


  • Nvidia และ Advanced Micro Devices ได้ตกลงที่จะแบ่งรายได้จากชิปบางรุ่นที่ขายในจีนให้กับรัฐบาลสหรัฐ  ถือเป็นข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อนกับทำเนียบขาวโดยแลกกับรายได้จากการขายชิป 15% ผู้ผลิตชิปทั้งสองรายจะได้รับใบอนุญาตส่งออกเพื่อจำหน่ายชิป Nvidia H20 และ MI308 ของ AMD ในจีน


ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท


  • ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวใกล้เคียงจากระดับปิดในวันศุกร์ที่ระดับ 32.34 บาทต่อดอลลาร์ 

 

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com