• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2568

    4 สิงหาคม 2568 | Gold News


สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ


  • Average Hourly Earnings m/m ออกมาที่ 0.3% ตามคาดการณ์ที่ 0.3% และสูงกว่าครั้งก่อนที่ 0.2%
  • Non-Farm Employment Change ออกมาที่ 73K ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 106K แต่สูงกว่าครั้งก่อนที่ 14K
  • Unemployment Rate ออกมาที่ 4.2% ตามคาดการณ์ที่ 4.2% และสูงกว่าครั้งก่อนที่ 4.1%
  • ISM Manufacturing PMI ออกมาที่ 48.0 ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 49.5 และต่ำกว่าครั้งก่อนที่ 49.0


  • ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด กรรมาธิการด้านสถิติแรงงาน โดยกล่าวหาว่า "เจตนาปลอมแปลง" ข้อมูลด้านเศรษฐกิจให้ออกมา "ย่ำแย่" ทรัมป์ชี้แจงว่า สถิติตำแหน่งงานเดือนกรกฎาคมที่มีการจ้างงานออกมาเพียง 73,000 ตำแหน่ง เป็นการบิดเบือนข้อมูลครั้งใหญ่ ซึ่งได้ลดตัวเลขลงถึง 258,000 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับสถิติสองเดือนก่อนหน้า

ข่าวเกี่ยวกับทองคำ


  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเกือบ 2% แตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ในวันศุกร์ หลังข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดหนุนการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ย และกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย


  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวขึ้น 71.22 เหรียญ หรือ 2.16% อยู่ที่ระดับ 3,362.89 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 51.20 ดอลลาร์ หรือ 1.53% ปิดที่ 3,399.80 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 1.43 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 953.08 ตันภาพรวมเดือนสิงหาคม ขายสุทธิ 1.43 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 80.56 ตัน


  • นักวิเคราะห์กล่าวว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีอยู่จากทั้งภาษีและค่าจ้าง ขณะที่ตัวเลขจ้างงานกลับน่าผิดหวัง ดังนั้นหากเฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ย ย่อมส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ


  • ผลสำรวจ Kitco News Weekly Gold Survey วอลล์สตรีทมีมุมมองบวกอย่างมากต่อทองคำ โดยนักวิเคราะห์ถึง 94% มองว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นต่อ ขณะที่อีก 6 % มองว่าตลาดจะทรงตัว เนื่องจากข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาลดต่ำลงอย่างมาก และความวุ่นวายด้านภาษีศุลกากร เพิ่มโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนสูงขึ้น


ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง


  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวลดลง -1.11 จุด หรือ -1.11% มาอยู่ที่ระดับ 98.9 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี  ปรับตัวลดลง -0.13 % มาอยู่ที่ระดับ 4.245% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.25 % มาอยู่ที่ระดับ 3.71% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.54%


  • บรรดานักลงทุนเพิ่มความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมเดือนก.ย. โดยเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 0.25% นั้น ได้เพิ่มขึ้นจาก 37.7% มาอยู่ที่ 86.5%


  • เฟดเปิดเผยว่า เอเดรียนา คุกเลอร์ หนึ่งในผู้ว่าการเฟดจะลาออกก่อนกำหนดในวันที่ 8 ส.ค.นี้ ซึ่งจะเปิดทางให้ทรัมป์แต่งตั้งผู้ว่าการเฟดคนใหม่ ในขณะที่เขากำลังกดดันให้ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง


  • คัตสึโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ทางการกำลังจับตาสถานการณ์ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด หลังจากเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยจารกรายงานระบุว่า เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 150.89 เยนต่อดอลลาร์ ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา


ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ


  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงกว่า 500 จุดในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนี S&P500 ดิ่งลงมากที่สุดในรอบกว่า 2 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ หลังการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่อ่อนแอเกินคาด และการประกาศกำหนดภาษีนำเข้ารอบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์


  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 43,588.58 จุด ลดลง 542.40 จุด หรือ -1.23%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,238.01 จุด ลดลง 101.38 จุด หรือ -1.60% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 20,650.13 จุด ลดลง 472.32 จุด หรือ -2.24%


  • ดัชนี S&P500 ปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. ส่วน Nasdaq ร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.92%, ดัชนี S&P500 ลดลง 2.36% และดัชนี Nasdaq ลดลง 2.17%


  • ตลาดยังถูกกดดันจากการร่วงลงถึง 8.3% ของหุ้น Amazon หลังผลประกอบการรายไตรมาสของธุรกิจคลาวด์ Amazon Web Services ต่ำกว่าความคาดหวังของตลาด


  • ตลาดยังร่วงลงหลังจากทรัมป์ประกาศว่าได้สั่งปลด เอริกา แมคเอนทาร์เฟอร์ หัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ หลังการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงาน


ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน


  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% ในวันศุกร์ โดยถูกกดดันจากความกังวลว่า โอเปกและชาติพันธมิตรอาจเพิ่มการผลิต ขณะที่รายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดยิ่งเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมัน


  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย. ร่วงลง 1.93 ดอลลาร์ หรือ 2.79% ปิดที่ 67.33 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค. ร่วงลง 2.03 ดอลลาร์ หรือ 2.83% ปิดที่ 69.67 ดอลลาร์/บาร์เรล


  • แต่ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 6.29% และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นเกือบ 6%


  • แรงกดดันต่อตลาดน้ำมันเกิดจากความวิตกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กลุ่มโอเปกและชาติพันธมิตรหรือโอเปกพลัสอาจตกลงกันเพื่อเพิ่มการผลิตในเดือนก.ย. โดยแหล่งข่าว 3 รายที่ใกล้ชิดกับการเจรจากล่าวว่า โอเปกพลัสอาจบรรลุข้อตกลงได้เร็วที่สุดในวันอาทิตย์นี้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต 548,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า การหารือยังคงดำเนินอยู่ และปริมาณการปรับเพิ่มอาจน้อยกว่านี้


  • นอกจากนี้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มอุปสงค์น้ำมัน โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า สหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานเพียง 73,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 4.2%


  • ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ บรรดาเทรดเดอร์น้ำมันจับตาความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราภาษีใหม่ต่อคู่ค้าสหรัฐฯ จะมีผลในวันศุกร์หน้า


  • อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงของทรัมป์ที่ขู่จะเรียกเก็บภาษี 100% ต่อผู้ซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน ซึ่งสร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของการส่งออกและความเป็นไปได้ที่จะมีน้ำมันหายออกจากตลาดบางส่วน


  • สำนักข่าวรอยเตอร์และเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ประเทศอินเดียได้ส่งสัญญาณว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียต่อไป แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะปรับอินเดียเพิ่มเติมจากอัตราภาษีศุลกากรที่ 25% จากการที่อินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย


  • นักวิเคราะห์จาก JP Morgan เตือนว่า มาตรการลงโทษที่ทรัมป์ขู่จะใช้ต่อจีนและอินเดียจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซีย อาจทำให้การส่งออกน้ำมันทางเรือของรัสเซียถึง 2.75 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องตกอยู่ในความเสี่ยง โดยจีนและอินเดียเป็นผู้บริโภคน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองและสามของโลกตามลำดับ


ข่าวเกี่ยวกับการเมือง


  • ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี (31 ก.ค.) เพื่อเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศและดินแดนต่างชาติที่ไม่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้าได้ตามกำหนดเส้นตายในวันที่ 1 ส.ค. โดยกำหนดอัตราภาษีไว้ระหว่าง 10% ถึง 41% ซึ่งรวมถึงอัตราภาษีนำเข้า 15% สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.นี้


  • รัฐบาลไต้หวัน เชื่อว่า มาตรการภาษีศุลกากร 20% ของสหรัฐฯ เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น และรัฐบาลจะเดินหน้าเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้อัตราภาษีที่เหมาะสม ในระหว่างการเจรจาขั้นตอนสุดท้าย


  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเป็น 35% จากเดิม 25% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เป็นต้นไป


  • รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า กำลังประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังทำเนียบขาวประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ จาก 31% เป็น 39% พร้อมย้ำว่าจะยังคงมุ่งหาทางออกผ่านการเจรจาต่อไป


  • จีนกำลังจะเผชิญเส้นตายในวันที่ 12 ส.ค. 2568 เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงภาษีที่ยั่งยืนกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ทั้งสองประเทศเคยทำข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อเดือนพ.ค.และมิ.ย. เพื่อยุติการตอบโต้ด้วยภาษีและการระงับการส่งออกแร่หายาก


  • แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มฮามาสจะไม่หยุดต่อต้านและจะไม่ยอมปลดอาวุธจนกว่าสิทธิของชาติจะได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ การสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระและมีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์


ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท


  • นักบริหารการเงิน เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.48 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.87 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.10-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.60 บาทต่อดอลลาร์


  • มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้อัตราภาษี 19% ที่สินค้าส่งออกไทยถูกเรียกเก็บจากสหรัฐฯ เป็นอัตราใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนทำให้สินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังคงแข่งขันได้ดี และต้องแสวงโอกาสในการเข้าไปทดแทนสินค้าส่งออกจากประเทศลาว เมียนมา และอินเดียที่ถูกจัดเก็บในอัตราภาษีที่สูงกว่าไทยมาก อย่างไรก็ตามการเร่งนำเข้าสินค้าส่งออกจากไทยในช่วง 5-6 เดือนของปีนี้และอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ตัวเลขส่งออกในช่วงที่เหลือของปีชะลอตัวลงแต่ไม่ติดลบ โดยคาดการณ์ว่าทั้งปีอัตราการขยายตัวของส่งออกไทยจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 5%

 

 

ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com