• สรุปข่าวราคาทองคำ ประจำวันที่ 18 กรกฎาคม 2568

    18 กรกฎาคม 2568 | Gold News


สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ


  • Core Retail Sales m/m ออกมาที่ 0.5% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.3% และครั้งก่อนที่ -0.2%
  • Retail Sales m/m ออกมาที่ 0.6% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.1% และครั้งก่อนที่ -0.9%
  • Unemployment Claims ออกมาที่ 221K ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 233K และครั้งก่อนที่ 228K
  • Philly Fed Manufacturing Index ออกมาที่ 15.9 สูงกว่าคาดการณ์ที่ -1.2 และครั้งก่อนที่ -4.0


  • ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณบวก ยอดค้าปลีก ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในทุกรายการ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกชัดเจนถึง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง และการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงาน ก็ยังคงมีเสถียรภาพ ตัวเลขผู้ที่ยังคงรับสวัสดิการว่างงาน  ลดลงเล็กน้อย บ่งชี้ว่าสถานการณ์การจ้างงานยังอยู่ในทิศทางที่ดี


ข่าวเกี่ยวกับทองคำ


  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายและรอความชัดเจนเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ


  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวลดลง -13.51 เหรียญ หรือ -0.4% อยู่ที่ระดับ 3,337.45 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 13.80 ดอลลาร์ หรือ 0.41% ปิดที่ 3,345.30 ดอลลาร์/ออนซ์
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 2.29 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 948.5 ตันภาพรวมเดือนกรกฎาคม ขายสุทธิ 4.03 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 75.98 ตัน


  • การนำเข้าทองคำของอินเดียร่วง 40% ในเดือนมิถุนายน แตะระดับต่ำสุดรอบ 2 ปี หลังราคาพุ่งสูง เจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้บริหารในอุตสาหกรรมเปิดเผยกับรอยเตอร์ การนำเข้าทองคำในเดือนมิถุนายนลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เหลือเพียง 21 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองปี (นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566) การลดลงครั้งนี้เป็นผลมาจาก ราคาที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ความต้องการทองคำในประเทศลดลงอย่างมาก


ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง


  • ดัชนีดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 0.13 จุด หรือ 0.13% มาอยู่ที่ระดับ 98.48 จุด
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี  ปรับตัวลดลง -0.02 % มาอยู่ที่ระดับ 4.447% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 0.0 % มาอยู่ที่ระดับ 3.899% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.55%


  • คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า เฟดควรพิจารณา ลดอัตราดอกเบี้ยหลักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรับมือกับสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง ความเห็นนี้ถือว่าแตกต่างจากท่าทีของประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งถูกทำเนียบขาววิพากษ์วิจารณ์ว่าดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยช้าเกินไป


  • แมรี่ เดลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขาซานฟรานซิสโก แสดงความเห็นว่า "เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ผู้กำหนดนโยบายจะวางแผนลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้" และย้ำว่า Fed ไม่ควรรอนานเกินไปในการดำเนินการดังกล่าว


  • ในทางกลับกัน เอเดรียนา คูเกลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการ Fed ซึ่งเป็นสายเหยี่ยว (สนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ) กลับมองว่าเจ้าหน้าที่ควร "คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันไปอีกระยะหนึ่ง" โดยให้เหตุผลถึงความกังวลว่ามาตรการกำแพงภาษีอาจส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นได้อีก


  • จอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า แม้นโยบายการเงินที่คุมเข้มเล็กน้อยของเฟดในขณะนี้ยังมีความเหมาะสม เพราะช่วยให้มีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจ แต่ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีการค้านั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และของจริงยังมาไม่ถึง


ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ


  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกกว่า 200 จุดในวันพฤหัสบดี (17 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลเศรษฐกิจและรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าผู้บริโภคของสหรัฐฯ ยังคงเต็มใจที่จะใช้จ่าย


  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 44,484.49 จุด เพิ่มขึ้น 229.71 จุด หรือ +0.52%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,297.36 จุด เพิ่มขึ้น 33.66 จุด หรือ +0.54%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 20,885.65 จุด เพิ่มขึ้น 155.16 จุด หรือ +0.75%


  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกติดต่อกันวันที่ 2 ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นเวลา 6 ใน 7 วันทำการ และดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นเวลา 6 วันนับตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.


  • นักวิเคราะห์จากบริษัท Ameriprise Financial กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของข้อมูลเศรษฐกิจและรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนแสดงให้เห็นว่าศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งและเป็นปัจจัยหนุนตลาดในสัปดาห์นี้


  • รายงาน Beige Book ระบุว่า ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นในทั้ง 12 เขตของสหรัฐฯ โดยภาคธุรกิจเผชิญกับแรงกดดันของต้นทุนการนำเข้าในระดับปานกลางจนถึงระดับสูง ซึ่งต้นทุนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากร โดยบริษัทหลายแห่งได้ส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยบางส่วนไปให้กับผู้บริโภค ผ่านการปรับขึ้นราคาหรือค่าธรรมเนียม ทว่าบริษัทบางแห่งหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น ส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงรายงาน Beige Book ระบุ


  • สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้ ผ่านร่างกฎหมาย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลโทเคนสกุลเงินดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Stablecoin โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะ ลงนามบังคับใช้ ให้เป็นกฎหมายต่อไปการลงคะแนนเสียงครั้งนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ สำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งพยายามผลักดันให้มีการออกกฎหมายระดับประเทศมานานหลายปี


  • ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) คาดการณ์ว่าตลาด Stablecoin อาจขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากมูลค่าปัจจุบันที่ 2.65 แสนล้านดอลลาร์ ไปสู่ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 


  • บริษัทไชน่า แอสเซต แมเนจเมนต์ (ChinaAMC) เปิดตัว กองทุนตลาดเงินแบบโทเคนไนซ์ที่อ้างอิงสกุลเงินหยวนกองแรกของโลก โดย ChinaAMC สาขาฮ่องกง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์การลงทุนลักษณะนี้เข้าสู่ตลาดเงินหยวน หลังจากที่เคยมีความต้องการสูงในกองทุนที่อ้างอิงดอลลาร์สหรัฐฯ มาก่อน


  • ผลสำรวจของสภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน (USCBC) เผยว่า บริษัทอเมริกันลดการลงทุนในจีนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่แย่ลงระหว่างสองประเทศ ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา มีบริษัทอเมริกัน ไม่ถึง 50% ที่วางแผนจะลงทุนในจีนในปี 2568 ซึ่งลดลงอย่างมากจาก 80% ในปีที่แล้ว และนับเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ USCBC เริ่มทำการสำรวจในปี 2549

  • โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า รัฐบาลมีความกังวลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเก็งกำไร และกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล


ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน


  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี หลังจากมีรายงานว่าบ่อน้ำมันในแคว้นเคอร์ดิสถานของอิรักถูกโดรนโจมตีเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคแห่งนี้


  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.75% ปิดที่ 67.54 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ หรือ 1.46% ปิดที่ 69.52 ดอลลาร์/บาร์เรล


  • หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายของแคว้นเคอร์ดิสถานของอิรักเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนติดระเบิดพุ่งเข้าโจมตีบ่อน้ำมันหลายแห่งในเขตผู้ว่าการดะฮูก (Duhok) โดยโดรน 2 ลำโจมตีบ่อน้ำมันในพื้นที่เฟช คาบูร์ (Faysh Khabur) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท DNO บริษัทน้ำมันสัญชาตินอร์เวย์ ส่วนโดรนอีกหนึ่งลำโจมตีบ่อน้ำมันอีกแห่งของบริษัท DNO ในพื้นที่ทาวเก (Tawke) และโดรนอีกหนึ่งลำโจมตีบ่อน้ำมันในพื้นที่บาดเดร (Baadre) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ


  • เจ้าหน้าที่แคว้นเคอร์ดิสถานเชื่อว่า กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านน่าจะเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีบ่อน้ำมัน แม้ในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบก็ตาม


  • นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้การผลิตน้ำมันในเคอร์ดิสถานลดลงประมาณ 140,000 – 150,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตปกติของเคอร์ดิสถานซึ่งอยู่ที่ 280,000 บาร์เรลต่อวัน


  • นักวิเคราะห์จากบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวว่า ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนมีปฏิกิริยาต่อข่าวการโจมตีบ่อน้ำมันในอิรัก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอุปทานน้ำมันมีความเปราะบางต่อการถูกโจมตีด้วยโดรน ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีขั้นต่ำ

ข่าวเกี่ยวกับการเมือง


  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับญี่ปุ่นให้แล้วเสร็จภายในเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. ที่เขากำหนดไว้สำหรับการเจรจาทวิภาคีนั้น น่าจะทำได้ยาก


  • สำนักข่าวโพลิติโค (Politico) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดเผยแผนการเพื่อ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันสำหรับกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่มากและเป็นประเทศที่ไม่ได้ค้าขายกับสหรัฐฯ มากนัก

ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท


  • นักบริหารการเงิน เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.44 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  32.50 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.55 บาทต่อดอลลาร์


  • รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและที่ปรึกษาคณะเจรจาภาษีการค้า  เผยว่า ในการเจรจาออนไลน์รอบที่สามกับรัฐบาลสหรัฐฯ ไทยได้ยื่นข้อเสนอใหม่ โดยเพิ่มรายการสินค้าที่จะ ลดอัตราภาษีเป็น 0% ให้กับสหรัฐฯ จากเดิม 60% เป็น 90% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด นอกจากนี้ยังรวมถึงการยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีกับสินค้าสหรัฐฯ ด้วย ทำให้มีสินค้าสหรัฐฯ ที่จะได้รับการลดหย่อนรวมกันถึง 10,000 รายการ


  • ข้อเสนอใหม่นี้คาดว่าจะส่งผลให้ มูลค่าการเกินดุลการค้าของไทยต่อสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงได้ถึง 70% ภายใน 3 ปี และจะทำให้เกิดความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศได้เร็วขึ้นเป็นภายใน 5 ปี จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลา 7-8 ปี

 

 


ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest

Tags : ข่าวทองข่าวทอง ทอง ราคาทอง

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com