รายงานประชุมเฟดดันดอลลาร์แข็ง-อัตราผลตอบแทนขึ้น “กดดันทอง”
· ราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวลงจากสูงสุดรอบกว่า 4 เดือนที่ทำไว้ในช่วงต้นตลาด +1.2% แถว 1,889.75 เหรียญ หรือเป็นสูงสุดตั้งแต่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา ก่อนจะปิด -0.1% ที่ 1,866.64 เหรียญ
· สัญญาทองคำส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิด +0.7% บริเวณ 1,881.50 เหรียญ
· ราคาทองคำถูกกดดันจาก
- รายงานประชุมเฟด เปิดประตูสู่โอกาสเข้าใกล้เจรจาเรื่องลด QE
- ดอลลาร์แข็งค่าหลังหลุด 90 จุด โดยปิดแถว 90.25 จุด
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 1.678%
· กองทุน SPDR เมื่อวานนี้ทำการเทขายทองออก 4.66 ตัน โดยปัจจุบันถือครองทองคำที่ระดับ 1,031.27 ตัน
· ขณะที่เดือนพ.ค. ถือเป็นเดือนแรกที่ SPDR กลับมาเข้าสู่สถานะซื้อ โดยมีการเข้าซื้อสุทธิ 14.23 ตัน หลังเทขายหนักต่อเนื่อง 7 เดือน
· ทั้งนี้ รายงานประชุมเฟดเม.ย. สะท้อนให้เห็นว่าสมาชิกเฟดบางส่วนเริ่มมีการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินหากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวและคืบหน้าตามเป้าหมายของเฟด
· หัวหน้าฝ่ายซื้อขายสินค้าอนุพันธ์จาก BMO กล่าวว่า ทองคำระหว่างวันมีความผันผวน และฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้กว่า 40 เหรียญจากการคงดอกเบี้ย ก่อนแกว่งลงจากสมาชิกเฟดจำนวนหนึ่งเริ่มมีสัญญาณจะหารือถึงเรื่องการลดหรือถอนนโยบายผ่อนคลายเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “เหมาะสม” หากเศรษฐกิจสหรัฐฯยังโตต่อเนื่องและมีความคืบหน้ามากขึ้น
· อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ตลาดทองคำค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของเฟด ดังนั้นจึงคาดว่าราคาทองคำระยะสั้นจะเคลื่อนไหวในกรอบใหม่ระหว่าง 1,850-1,890 เหรียญ
· นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโสจาก OANDA มองว่า เทรดเดอร์ทองคำลุ้นเห็นทองขึ้นไป 1,900 เหรียญ แต่แล้วเมื่อเฟดส่งสัญญาณครั้งใหญ่ต่อตลาดเรื่องจะหารือการลด QE ก็ดูจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนพอใจที่จะถือครอง และเทรดเดอร์ของสถาบันการเงินบางแห่งก็มีแนวโน้มจะลดการถือครองใน Bitcoin มาถือทองคำแทน
· ซิลเวอร์ปิด -2% ที่ 27.64 เหรียญ
· พลาเดียมปิด -1.3% ที่ 2,865.50 เหรียญ
· แพลทินัมปิด -2.6% ที่ 1,186.50 เหรียญ
· สรุปรายงานประชุมเฟด 27-28 เม.ย.: “สมาชิกส่วนใหญ่เห็นตรงกันเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายของเฟด”
ในรายงานประชุมสะท้อนถึง
- เฟดมีมติคงดอกเบี้ยและ QE
- สมาชิกเฟดมองการจ้างงานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงเงินเฟ้อยังไม่มีเสถียรภาพตามเป้าที่ตั้งไว้
- มีเพียงสมาชิกเฟด 2-3 ราย ที่เล็งเห็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และรู้สึกเป็นกังวลก่อนปรากฎหลักฐานใดๆ ที่จะทำให้เฟดต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินโยบายการเงิน
- เฟดมองการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แข็งแกร่งอาจนำไปสู่ “การหารือ” เกี่ยวกับการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินได้
ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดการประชุมอีกครั้งช่วงเดือนมิ.ย. แม้ว่าสมาชิดฝกเฟดอาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบายครั้งใหม่
แต่เฟดจะมีการเผยคาดการณ์ “Projections” ทั้งในเรื่อง
- การเติบโตทางเศรษฐกิจ
- เงินเฟ้อ
- อัตราคนว่างงาน
- ระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน เฟดมีการใช้อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำใกล้ศูนย์ และอัดฉีด QE หรือซื้อสินทรัพย์มากถึง 1.2 แสนล้านเหรียญ/เดือน ส่งผลให้ Balance Sheet ของเฟดเพิ่มมาแถว 7.9 ล้านล้านเหรียญ พุ่งสูงเกือบเท่าตัวจากระดับช่วงก่อนเกิดการระบาดของ Covid-19
· นายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด กล่าวหลังจบการประชุมว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณ “ความมั่นคงและความก้าวหน้า”ตามมาตรฐานที่สมาชิกเฟดกำหนด ก่อนตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ
Reuters ระบุว่า จากรายงานประชุมเม.ย. จะเห็นได้ว่า สมาชิกเฟดบางส่วนดูจะ “พร้อม” ที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินตามความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
· หัวหน้าฝ่ายวิจัย และที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ของ CIO ประจำ Bank of America ระบุว่า เฟดยังไม่ส่งสัญญาณใหม่ สะท้อนถึง “มุมมองเชิงบวกอย่างมาก” สำหรับตลาดการเงินและทิศทางเศรษฐกิจ
· เทรดเดอร์บางส่วนกังวลว่า เฟดอาจไม่ได้ดำเนินการ “เชิงรุก” มากพอ
· เทรดเดอร์บางส่วนกังวลว่า เฟดอาจไม่ได้ดำเนินการ “เชิงรุก” มากพอ
· การร่วงลงหนักของ Cryptocurrency ส่งผลให้เทรดเดอร์บางรายมองหาโอกาสเข้าซื้อหลังเผชิญปัจจัยลบ
· ส.ส.รีพับลิกันสหรัฐฯ นำเสนอร่างกฎหมายด้านการขนส่ง 4 แสนล้านเหรียญ ท่ามกลางทางเลือกอื่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันเสนอร่างแผนค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานระยะเวลา 5 ปี วงเงิน 4 แสนล้านเหรียญ ที่จะเป็นการใช้เงินโดยตรงที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้านทางหลวง, สะพาน และระบบการขนส่ง
ร่างดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างหารือกันในสัปดาห์นี้ระหว่างทำเนียบขาวและสมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันสำหรับประเด็นเรื่องแผนโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน การเปิดเผยแผนดังกล่าวถือเป็นความเป็นไปได้สำหรับทางเลือกที่ 3 สำหรับงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่หนึ่งสิ่งคือมุ่งเน้นข้อแตกต่างระหว่างแผนของทั้งสองฝ่ายให้แคบลง
· ส.ว. รีพับลิกันสหรัฐฯ ยันไม่มีข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับแผนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ
สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เผยถึงการพบกับ ทีมบริหารของนายไบเดนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในการหาวิธีร่วมมือสำหรับข้อเสนอด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในฝั่งของรีพับลิกันยังไม่มีข้อเสนอใหม่ใดๆ
ขณะที่นางแชลลี มูรว์ แคปิโต หนึ่งในส.ว. รีพับลิกัน ระบุว่า ผู้นำรีพับลิกันยังพยายามคัดค้านแผนของนายไบเดน โดยเคยประกาศในช่วงเดือนเม.ย. ว่าต้องการให้แผนโครงสร้างพื้นฐานมีวงเงินเหลือเพียง 5.68 แสนล้านเหรียญ จาก 2.3 ล้านล้านเหรียญตามที่นายไบเดนเสนอ ขณะที่ส.ว. ของทั้งสองพรรคมีการหารือให้แพ็คเกจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญ
· สหรัฐฯไม่เห็นด้วยกับฝรั่งเศสในการผลักดันให้ U.N. ดำเนินการใดๆในตะสันออกกลาง พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯจะไม่สนับสนุนการดำเนินการใดๆ แต่เชื่อในวิธีลดแรงตึงเครียด
· กองกำลังฮามาสคาดอาจมีการ “พักรบ” เร็วๆนี้ แต่การต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์บริเวณเขตฉนวนกาซายังคงดำเนินอยู่
· รัฐมนตรีกระทรวงการคลังฝรั่งเศสเผย “สันติภาพ”, “ความมั่นคง” และ “เสถียรภาพ” ของโลก จะเผชิญความเสี่ยงหากเศรษฐกิจแอฟริกาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง หรือไม่สามารถฟื้นตัวได้จากวิกฤต Covid-19
การตรวจพบยอดติดเชื้อมีอัตราลดลงจาก 19.45% ในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 13.31% ในวันพุธที่ผ่านมาช่วงเช้า
- สถานการณ์ในไทย:
เมื่อวานนี้ ศบค. รายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 29 ราย ติดเชื้อเพิ่ม 3,394 ราย อยู่ในเรือนจำ 1,498 ราย
รวมยอดติดเชื้อสะสม 116,949 ราย
เสียชีวิตสะสม 678 ราย
ยอดติดเชื้อรวมระลอกเมษายน 88,086 ราย
- ขณะที่ ‘หมอทวีศิลป์’ เผยโควิดพันธุ์อินเดียเข้าไทยทางเรือ จับตา หวั่นเป็นคลัสเตอร์แบบสิงคโปร์
- ล่าสุดเย็นวานนี้ พบชาวอินเดียป่วยโควิดในไทย เผยไทม์ไลน์นั่งรถตู้ไป-กลับ ปากช่อง-กรุงเทพฯ เร่งตรวจหาสายพันธุ์ ขณะที่คลัสเตอร์โรงงานกุนเชียง ติดเพิ่มอีกเป็น 32 ราย ชี้เป็นรังโรคเหมือนสมุทรสาคร
- นายกรัฐมนตรีไทยตั้งเป้าฉีดวัคซีนชาวกรุงเทพฯ 5 ล้านคน ศบค.พบคลัสเตอร์ใหม่ตลาดยิ่งเจริญ
- กลุ่มเซ็นทรัล สนับสนุนงบกว่า 30 ล้าน ช่วยเหลือคนไทยสู้วิกฤติโควิด-19
· อ้างอิงจากไทยรัฐ
- รัฐมนตรีกระทรวงการคลังไทย งดออกความเห็นเข็นกฎหมายกู้ 7 แสนล้าน สู้ Covid-19 พยุงเศรษฐกิจไทย หลังเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เหลือ 1.65 หมื่นล้านบาท
กรณีที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 พ.ค. เห็นชอบวาระลับตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 อีก 7 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และออกจ่ายเยียวยาประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการเพิ่มเติม เนื่องจากการระบาดโควิดรอบใหม่กระทบเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) โดยคาดว่าเป็นหน่วยงานที่เตรียมเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมฉบับดังกล่าว ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ พร้อมระบุเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.ว่า ยังไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้ ขอยังไม่ให้รายละเอียด
- ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่ม 7 แสนล้าน ครม.อึ้งเงินเก่าหมดหวั่นไม่พอแก้โควิดรอบ 3
ความจำเป็นที่ค.ร.ม. เห็นชอบร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท
เนื่องจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ฉบับเดิมที่กำหนดให้มีการกู้เงินแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2564 เหลือวงเงิน 1.65 หมื่นล้านบาท ขณะที่โควิดยังยืดเยื้อ
นอกจากนี้ การระบาดยังส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้รัฐบาลปี 2563 ต่ำกว่าประมาณการ 3.43 แสนล้านบาท โดยปี 2564 การจัดเก็บรายได้ยังคงได้รับผลกระทบ กระทรวงการคลัง จึงเห็นควรกำหนดกรอบวงเงินเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ไม่เกิน 7 แสนล้านบาท เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่ สศค.ประมาณการไว้อีก 1.5% โดยมีกรอบการใช้จ่ายคือ 1.จัดหาวัคซีน 3 หมื่นล้านบาท 2.เยียวยาผลกระทบ 4 แสนล้าน และ 3.ฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก 2.7 แสนล้านบาท
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.3% ต่ำจากเดิมที่ 2.8%
ประเทศไทยมีการระบาดระลอกใหม่ช่วง ม.ค.-พ.ค. แม้จะมีวัคซีนแต่ก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าจะควบคุมการระบาดได้ มีการคาดว่านักท่องเที่ยวในปี 2564 เหลือ 3.2 ล้านคน ลดลงจากเดิม 5 ล้านคน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.3% ต่ำจากเดิมที่ 2.8%
- ที่ประชุมครม. รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้ลดลง -2.6% มองภาพรวมปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลดลงไป -4.2%
· อ้างอิงจากประชาชาติธุรกิจ
- เศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกปี 2564 ติดลบ -2.6 % สภาพัฒน์แนะรัฐบาล บริหารนโยบายเศรษฐกิจ 7 ข้อ เพื่อให้จีดีพี.ทั้งปี ขยายตัว 1.5-2.5 %
· อ้างอิงจากข่าวสด
- เศรษฐกิจทรุดหนัก! กกร. คาดปีนี้โตเหลือ 0.5-2% จากเดิมคาดไว้โต 1.5-3% สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ลงเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่า 2% จากพิษโควิดระลอกใหม่แรง ชงรัฐเพิ่มวงเงินคนละครึ่งเป็น 6 พัน
· อ้างอิงจากการเงินการธนาคาร
- บลจ. ยูโอบี ส่งกองทุนทริกเกอร์ลงทุนหุ้นไทย สร้างโอกาสช่วงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) เล็งเห็นโอกาสการเข้าลงทุนหุ้นไทยในช่วงนี้ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดหุ้นไทย เหมาะสมในการเข้าลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนระยะสั้นจากการจับจังหวะตลาด (Market timing) จึงเสนอขายกองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไทย ทริกเกอร์ ฟันด์ 6M1(UTT6M1) เปิดเสนอขายครั้งแรกและครั้งเดียว ในวันที่ 20-25 พฤษภาคม 2564