• สรุปข่าวตลาดหุ้น (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 6 มกราคม 2564

    6 มกราคม 2564 | SET News

· ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีฟิวเจอร์เผชิญแรงขาย จากการนับผลคะแนนเลือกตั้งรัฐจอร์เจีย


ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สและ S&P500 ฟิวเจอร์ส ปรับตัวลดลง ขณะที่ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์สเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นตลาดวันนี้ จากประชาชนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจใช้สิทธิเลือกตั้ง

หุ้นบริษัท Apple รีบาวน์หลังจากที่เผชิญแรงขายทำกำไรทางเทคนิค และก่อให้เกิดแรงซื้อกลับ

ขณะที่หุ้นบริษัท Tesla พุ่งทำสูงสุดประวัติการณ์อีกครั้งหลังจากที่ราคาปรับขึ้นและปิดแดนบวกวานนี้

หุ้น JD.com ปรับขึ้นอีกครั้งหลังเกิดแรงซื้อครั้งใหม่

ภาพรวมตลาดฟื้นตัวได้หลังจากที่เผชิญแรงเทขายเมื่อวันจันทร์ และวานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯก็ปิดปรับตัวสูงขึ้น โดยดาวโจนส์ปิด +0.55%, ดัชนี S&P500 +0.7% และ Nasdaq +0.95%


· Nasdaq ฟิวเจอร์ส ดิ่ง นักลงทุนตอบรับความเป็นไปได้ Blue Wave

ดัชนีฟิวเจอร์สสหรัฐฯ นำโดย Nasdaq ฟิวเจอร์ส ปรับตัวลดลงมากว่า 1% จากนักลงทุนที่มองโอกาสว่า พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้แทนวุฒิสมาชิกรัฐจอร์เจียที่อาจเป็นตัวกำหนดอำนาจในสภาสูงของสหรัฐฯได้

รายงานจาก Edison Research เผยว่า นายราฟาเอล วอนอร์ค หนึ่งในตัวแทนพรรคเดโมแครตเอาชนะไปได้แล้ว 1 ที่นั่ง เอาชนะคู่แข่งอย่างนางเคลลี ลอฟเฟลอร์ ขณะที่นายจอน ออสสอพ ตัวแทนจากเดโมแครตก็น่าจะเอาชนะคู่แข่งจากรีพับลิกัน ได้แก่ นายเปอร์ดิว ที่มีการนับคะแนนแล้ว 98%

การครองเสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตจะสะท้อนถึง "โอกาส" ที่นายไบเดนจะผลักดันมาตรการและแผนปฏิรูปของเขาได้โดยง่ายขึ้น ได้แก่

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Covid-19 ฉบับใหม่ แต่โอกาสดังกล่าวก็ดูจะเกิดขึ้นคู่กับ

- การขึ้นภาษีบริษัท

- กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

ซึ่งใน 2 ประเด็นหลัง ไม่ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ

กรรมการบริหารกลยุทธ์การลงทุนของ OCBC Bank กล่าวว่า "Blue Wave" อาจไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป เนื่องจากการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นช่วย "เร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น" ซึ่งนี่จะเป็น *ขาขึ้นต่อกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง* ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็ฯ หุ้น, สินเชื่อ, สินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่


· Deutsche Bank ยัง มองทิศทางตลาดเกิดใหม่ในเอเชียสดใสในปี 2021 และระบุว่าทางธนาคารมีการเพิ่มและย้ายเม็ดเงินการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศดังกล่าวตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จากผลสะท้อนและมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จากที่เข้าสู่ภาวะขาลงในปีที่แล้ว

· ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในวุฒิสภาสหรัฐฯ ท่ามกลางผลตอบแทนสหรัฐฯที่แตะ 1% เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือนจากความคาดหวังของการใช้จ่ายหนี้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์โดยทั่วไปถือว่าวุฒิสภาที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครตจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกและสินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ แต่เป็นผลลบสำหรับพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์เนื่องจากงบประมาณและการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น


· ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดปรับตัวลดลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐฯในรัฐจอร์เจีย ขณะที่ความเชื่อมั่นของเหล่านีกลงทุนก็ลดลงจากการประกาศภาวะฉุกเฉินในโตเกียวและเมืองโดยรอบในปลายสัปดาห์นี้

ดัชนี Nikkei ปิด -0.38% ที่ระดับ 27,055.94 จุด หลังจากเพิ่มขึ้น 0.17% ด้านดัชนี Topix +0.28% ที่ระดับ 1,796.18 จุด

ทั้งนี้ หากผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตชนะ การดำเนินนโยบายค่าใช้จ่ายจำนวนมากของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนล่าสุดก็จะสามารถผ่านนโยบายได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นผลบวก รวมไปถึงการขึ้นภาษีบริษัทได้ง่ายขึ้นก็จะเป็นปัจจัยลบสำหรับตลาดหุ้น

อย่างไรก็ เราจะไม่ทราบผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้


· ดัชนี blue-chip ปิดปรับตัวสูงขึ้น 0.92% ที่ระดับ 5,417.68 จุด ทำระดับสูงสุดในรอบเกือบ 13 ปี หลังจากเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 วันทำการ ด้านดัชนี Shanghai Composite +0.63% ที่ระดับ 3,550.88 จุด เนื่องจากเหล่านักลงทุนคาดหวังว่ารัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโต้ผลกระทบที่ยังคงมีอยู่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิ

· ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาและประเด็นทางการเมืองของสหรัฐฯที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน

โดยดัชนี Stoxx600 เพิ่มขึ้น 0.3% ด้านหุ้นกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น 2.4% ขณะที่หุ้นกลุ่มสุขภาพลดลง 0.9%


· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

- นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แถลงผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ในปี 64 นี้ว่าเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 64 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,559 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับดัชนี ณ วันสิ้นปี 63 ซึ่งอยู่ที่ 1,449 และมีจุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทยระหว่างปี มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่ 1,338 จุด

สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ระหว่างปี 64 เฉลี่ยที่ระดับ 1,631 จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 53.33 ที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,501 ? 1,600 จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 40 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,601 ? 1,700 ตามลำดับ

พร้อมทั้งคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 77.46 บาท บนสมมติฐาน ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 64 นั้นผู้ตอบทุกรายมองว่าเป็นบวก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.74% ส่วนสมมติฐานราคาน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยของผู้ตอบแบบสอบถามที่ 49.70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

- คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีการประชุมประจำเดือนนัดแรกของปี 64 ซึ่งคาดว่าจะมีการ

ประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากกรณีเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com