• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2563

    26 พฤษภาคม 2563 | Economic News

 

·         ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงท่ามกลางตลาดที่กลับมามีความเชื่อมั่นกับโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากวิกฤตไวรัสโคโรนาอีกครั้ง ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงต่างปรับสูงขึ้นได้ในวันนี้เช่นกัน แต่เป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากตลาดยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีนอยู่

ด้านค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่เป็นมาตรวัดความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง ปรับแข็งค่าขึ้นวันนี้ประมาณ 0.5% แต่ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับสูงสุดของสัปดาห์ก่อน ขณะที่ค่าเงินหยวน ซึ่งเป็นมาตรวัดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ค่อนข้างทรงตัวสวนทางกับค่าเงินอื่นๆในตลาดเอเชียที่แข็งค่า

สำหรับดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าเล็กน้อยแถว 99.618 จุด ส่วนค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเยนแถว 107.80 เยน/ดอลลาร์ แต่อ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ

ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่า 0.5% แถว 0.6571 ดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าด้วยอัตราเท่าๆกันแถว 0.6129 ดอลลาร์

ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงหลังจากแข็งค่าในช่วงเช้า ลงมาแถว 7.1326 หยวน/ดอลลาร์ ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ที่ 7.1435 หยวน/ดอลลาร์ ซึ่งลงไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา


·         EUR/USD Price Analysis: ยูโรฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 3 วัน ขึ้นมาแถว 1.0900

บทวิเคราะห์จาก FX Street ระบุว่าค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ประมาณ +0.14% แถว 1.0911 ดอลลาร์/ยูโร จึงทำให้ค่าเงินสามารถฟื้นตัวเหนือเส้นค่าเฉลี่ย SMA ราย 21 และ 50 วัน และยังเป็นการแข็งค่าขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วันทำการ

ทั้งนี้ ทิศทางขาขึ้นระยะสั้นของค่าเงินจะมีเป้าหมายอยู่แถวระดับ 1.0965 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งเป็นระดับ 38.2% Fibonacci retracement วัดจากระดับต่ำสุดของเดือน มี.ค. ส่วนแนวต้านถัดไปจะอยู่ที่ระดับ 1.1010 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

กรณีที่ค่าเงินสามารถยืนเหนือระดับ 1.1010 ดอลลาร์/ยูโร ก็จะมีเป้าหมายถัดไปที่ 1.1020 ดอลลาร์/ยูโร ส่วนโอกาสที่ทิศทางขาขึ้นจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่นั้น ต้องคอยดูว่าค่าเงินจะสามารถทรงตัวเหนือระดับนี้ได้หรือไม่  

ในขณะเดียวกัน หากค่าเงินอ่อนค่าและปิดตลาดวันนี้ต่ำกว่า 1.08801.0875 ดอลลาร์/ยูโร ค่าเงินอาจถูกเทขายอ่อนค่าลงมาแถว 1.0838 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งเป็นระดับ 23.6% Fibonacci retracement

ถัดไปจากนั้น ค่าเงินจะมีแนวรับสำคัญอยู่แถวระดับ 1.0805 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งเป็นแนวรับของเส้นเทรนขาขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.


·         อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 0.6916% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับขึ้นแตะ 1.4050% ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่ค่อนข้างเบาบางจากการเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยวันหยุด ท่ามกลางตลาดที่เริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นเกี่ยวกับวัคซีน จึงช่วยให้เกิดสภาวะ Risk-On ในกลุ่มนักลงทุน

Novavax บริษัทไบโอเทคของสหรัฐฯ กล่าวถึงการเริ่มต้นทดลองวัคซีนไวรัสโคโรนาทดสอบกับมนุษย์รายแรก และผลทดลองในเบื้องต้นว่ามีความปลอดภัยรวมถึงระบบภูมิคุ้มกันถูกคาดว่าจะทราบผลในช่วงเดือนก.ค.

ขณะที่ประเทศสหรัฐฯเริ่มมีการกลับมาเปิดทำการทางเศรษฐกิจอีกครั้ง จำนวนยอดผู้ติดเชื้อภายในประเทศล่าสุดก็มียอดพุ่งทะลุ 1.6 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 98,000 ราย

อย่างไรก็ดี กลุ่มนักลงทุนให้ความสำคัญกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน จากท่าทีตำหนิการระบาดของไวรัสโคโรนา และล่าสุดเรื่องการที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง จึงส่งผลให้เกิดท่าทีคุกคามข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ทั้ง 2 ประเทศได้ร่วมลงนามกันไว้เมื่อเดือนม.ค.


·         ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดเตือน สุดท้ายจะมีแต่ผู้แพ้ในความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน

Graham Allison ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเมืองประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและจีนดูมีท่าทีจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้จะจบลงโดยที่มีแต่ผู้แพ้เท่านั้น

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้นำของทั้งสองประเทศ คือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พยายามกล่าวโทษอีกฝ่ายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนา ซึ่งความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นครั้งนี้อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของข้อตกลงการค้าเฟสแรก

นอกเหนือจากศาสตราจารย์ Allison แล้ว ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศด้วยเช่นกัน บางคำเตือนก็เกิดขึ้นก่อนวิกฤตไวรัสเสียอีก โดยเฉพาะความกังวลว่าจีนอาจไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงเฟสแรกว่าด้วยการเข้าซื้อสินค้าการเกษตรจากสหรัฐฯเป็นมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญภายในปี 2021 ยิ่งอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังอ่อนแอจากวิกฤตไวรัสด้วยแล้ว

ขณะที่บางส่วนก็ได้เตือนว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจนำไปสู่สงครามเย็นครั้งใหม่ แม้ว่า Cheng Li นักวิจัยจากสถาบัน Brookings Institution จะมองว่าทั้งสองประเทสไม่มีความพร้อมที่จะก่อสงครามเย็นร่วมกันก็ตาม แต่ก็ได้ยอมรับว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเลวร้ายลงเร็วกว่าที่คิด


·         รองประธานจากสถาบัน Teneo Risk Advisory มีมุมมองว่า ร่างกฏหมายว่าด้วยความมั่นคงสำหรับฮ่องกงที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ร่างขึ้นมานั้นอาจเป็นข่าวร้ายสำหรับชาวฮ่องกงที่ต้องการสิทธิและเสรีภาพ แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว ร่างกฏหมายดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อความเชื่อมั่นในตลาดฮ่องกงเท่านั้น

โดยระบุว่าเป็นเพราะบรรดานักลงทุนรายใหญ่ที่มักเป็นบริษัทข้ามชาติ หรือกองทุนขนาดใหญ่ที่มีส่วนแบ่งในตลาดจีน น่าจะมีมุมมองว่าร่างกฏหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นร่างกฏหมายที่กระทบต่อตลาดหรือความน่าเชื่อถือของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียแต่อย่างใด


·         รัฐบาลจีนมีการเสนอร่างกฏหมายที่จะบังคับให้ติดตามสุขภาพของประชาชนผ่านแอพลิเคชั่นมือถือแบบถาวร ซึ่งจะเป็นการกำหนดคะแนนสุขภาพให้กับประชาชน โดยอ้างอิงจากปัจจัยจำพวกปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป หรือระยะเวลาที่นอนหลับ เป็นต้น


·         ผู้ว่าธนาคารกลางแห่งประเทศจีนยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเสริมความเข้มแข็งให้กับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงจะมีการดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยถ้อยแถลงดังกล่าวได้ทำให้ตลาดมีกระแสคาดการณ์มากขึ้นเกี่ยวกับโอกาสที่ธนาคารกลางจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม


·         รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศอัดฉีดเงินเพิ่ม 3.3 หมื่นล้านสิงคโปร์ดอลลาร์ หรือ 2.32 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ มีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีสู่กรอบ -4.0% ถึง -7.0% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับลดการเติบโตครั้งที่ 3 ของปีนี้


·         นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น ส่งสัญญาณว่าทางธนาคารกลางอาจมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของวิกฤตไวรัสโคโรนา พร้อมระบุถึงทิศทางของเศรษฐกิจในอนาคตที่ยังคงหม่นหมอง แม้ว่าหลายๆพื้นที่ของญี่ปุ่น รวมถึงเมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียว จะยกเลิกภาวะฉุกเฉินไปแล้วก็ตาม


·         วันนี้หนึ่งในสมาชิกอีซีบี กล่าวว่า การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเป็นไปอย่างยืดหยุ่น และไม่เป็นการเพิ่มยอดหนี้ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ สำหรับการเข้าซื้อพันธบัตรหรือ PEPP  

ขณะที่ความพยายามของอีซีบีีในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลขนานใหญ่มีขึ้นเพื่อพยายามที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจที่เผชิญกับวิกฤตไวรัสโคโรนาผ่านโปรแกรม PEPP (Pandemic Emergency Purchase Program) ที่ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมี.ค. ที่จะเห็นได้ถึงการเข้าซื้อพันธบัตรจนถึงสิ้นปีนี้ด้วยวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโร (8.18 แสนล้านเหรียญ)


·         นายสก็อต มอริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่าออสเตรเลียจะยังไม่เปิดชายแดนในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน แต่ทางรัฐบาลจะยังคงพยายามเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างนิวซีแลนด์เกี่ยวกับการเปิดพื้นที่เดินทางแบบปลอดภัย (Safe travel zone) ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ


·         ประเทศซาอุดิอาระเบียจะทำการยกเลิกเคอร์ฟิวเริ่มต้น 21 มิ.ย. โดยยกเว้นเพียงเมือง Mecca โดยการประกาศดังกล่าวถูกทบทวนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสัปดาห์  ขณะที่คำสั่งห้ามการเดินทางภายในประเทศ รวมทั้งการเดินทางไปยังสถานที่ราชการหรือสถานปฏิบัติธรรมจะถูกยกเลิกในช่วงสิ้นเดือนนี้


·         ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นได้ในวันนี้ ท่ามกลางตลาดที่มีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นว่าบรรดาผู้ผลิตจะยึดมั่นกับมาตรการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันที่ร่วมตกลงกันไว้ ประกอบกับการที่ปริมาณอุปสงค์เริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ ท่ามกลางจำนวนรถยนต์ที่กลับมาวิ่งบนถนนเป็นจำนวนมากขึ้น เนื่องจากหลายๆประเทศเริ่มคลายมาตรการล็อคดาวน์

โดยราคาสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้นได้ 3.4% หรือ 1.12 เหรียญ แถว 34.37 เหรียญ/บาร์เรล ระหว่างวันทำระดับสูงสุดที่ 34.54 เหรียญ/บาร์เรล

เนื่องจากเมื่อวานนี้เป็นวันหยุMemorial Day ของสหรัฐฯ จึงส่งผลให้ไม่มีราคาปิดตลาดของสัญญาน้ำมัน WTI

ด้านราคาสัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นได้ 1.7% หรือ 0.61 เหรียญ แถว 36.14 เหรียญ/บาร์เรล ขึ้นต่อจากเมื่อวานที่ขึ้นได้ 1.1%

ตลาดยังมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น หลังจากรัสเซียเปิดเผยว่าอัตราการผลิตน้ำมันของประเทศได้ปรับลดลงใกล้ระดับเป้าหมายของพวกเขาที่ 8.5 ล้านบาร์เรล/วัน สำหรับเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ตามข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC และบรรดาผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ ที่ถูกเรียกรวมกันว่ากลุ่ม OPEC+


·         Daily FX | ราคาน้ำมัน WTI อาจฟื้นตัวกลับไปแถว 40 เหรียญ/บาร์เรล

บทวิเคราะห์จาก Daily FX ระบุว่าราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง และในช่วงเปิดสัปดาห์นี้ก็สามารถปรับขึ้นได้อีก ตามสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดและสินทรัพย์เสี่ยง โดยราคาน้ำมัน WTI ดูจะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีฟิวเจอร์ส S&P 500 ได้อีกครั้ง สะท้อนว่ามาตรการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ สามารถช่วยหนุนตลาดได้จริงและเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนราคาน้ำมันในช่วงนี้

 

CRUDE OIL TECHNICAL ANALYSIS

ราคาน้ำมัน WTI เริ่มเคลื่อนไหวแบบสะสมพลังหลังจากผ่านแนวต้านที่ 32.81 เหรียญ/บาร์เรลขึ้นมาได้ โดยแนวต้านดังกล่าวเป็นระดับ 50% Fibonacci retracement และกลายมาเป็นแนวรับสำหรับการซื้อขายวันนี้ เมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานแล้ว จึงคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวต่อ และเป้าหมายต่อไปน่าจะอยู่แถวระดับ 40.5642.40 เหรียญ/บาร์เรล หากปิดเหนือระดับนี้ได้ก็จะมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญ/บาร์เรล

ในกรณีที่ราคาย่อตัวต่ำกว่าระดับ 25.07 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับ 38.2% Fibonacci อาจทำให้เกิดแรงเทขายเข้ามาในตลาดน้ำมันอีกครั้งและอาจลบล้างทิศทางขาขึ้นของราคาในระยะสั้นได้


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com