• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2563

    19 พฤษภาคม 2563 | Economic News
 

·       ค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังจากเมื่อคืนอ่อนค่าลงจากรายงานเกี่ยวกับการทดสอบวัคซีนสำหรับ COVID-19 ที่มีความคืบหน้าที่น่าพึงพอใจ ทำให้ตลาดฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาบางส่วน

ค่าเงินยูโรทรงตัวในแดนแข็งค่าเมื่อเทียบกับสวิวฟรังก์และดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าฝรั่งเศสและเยอรมนีเสนอกองทุนงบประมาณช่วยเหลือมูลค่า 5 แสนล้านเหรียญที่จะมอบให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโคโรนาสาหัสที่สุด

ค่าเงินของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งของราคาน้ำมันเมื่อคืนนี้อีกด้วย

นักวิเคราะห์จาก IG Securities สาขาโตเกียว ระบุว่าตลาดมีความเชื่อมั่นฟื้นกลับมาครั้งใหญ่เนื่องจากรายงานเกี่ยวกับวัคซีน ค่าเงินสกุลอื่นๆจึงได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์และปรับแข็งค่าขึ้นแทน ประกอบกับการที่ความผันผวนของตลาดหุ้นเริ่มที่จะลดน้อยลงไปด้วย


·       ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวแถวระดับ 1.0913 ดอลลาร์/ยูโร หลังจากเมื่อคืนแข็งค่าขึ้นมา 0.9%

การแข็งค่าของเงินยูโรเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่าฝรั่งเศสและเยอรมนีได้เสนอให้สหภาพยุโรปทำการกู้ยืมงบประมาณสำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจในฐานะตัวแทนของทั้งทวีป รายงานดังกล่าวยังหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 1 เดือนอีกด้วย เนื่องจากงบประมาณที่เสนอมานั้นถูกคาดว่าจะเป็นผลประโยชน์กับอิตาลีและสเปนมากที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโคโรนาหนักที่สุด ประกอบกับการที่พวกเขามีภาวะการเงินสาธารณะที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ค่าเงินปอนด์ได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า และปรับขึ้นมาเคลื่อนไหวแถว 1.2204 ดอลลาร์/ปอนด์ ก่อนหน้าการประกาศข้อมูลการจ้างงานของอังกฤษในวันนี้

ด้านค่าเงินเยนค่อนข้างทรงตัวแถว 107.39 เยน/ดอลลาร์

ขณะที่ค่าเงินหยวนในประเทศทรงตัวแถว 7.1090 หยวน/ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดจีนกำลังจับตาสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่กลับมาประทุอีกครั้งจากความไม่พึงพอใจของสหรัฐฯที่มีการจัดการกับวิกฤตไวรัสของจีน

นอกจากนี้ ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบต่อไปจนกว่าจะถึงการประชุมรัฐสภาจีนประจำปีที่มีกำหนดการวันศุกร์นี้ เพื่อจับตาว่ารัฐบาลจะเปิดเผยมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมหรือไม่

 



·       อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอ่อนตัวจากข่าวที่ว่าการทดสอบวัคซีนไวรัสโคโรนามีประสิทธิผล โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีปรับลงแตะ 0.7094% ขณะที่ผลตอบแทนอายุ 30 ปี ปรับลงมาที่ 1.4273%

 

·       EUR/USD short-term technical outlook



บทวิเคราะห์ค่าเงินยูโรทางเทคนิคจาก FX Street ระบุว่าค่าเงินกำลังเคลื่อนไหวแถวระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ ระยะสั้นมีแนวโน้มจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้ ขณะที่กราฟราย 4 ช.ม. แสดงให้เห็นว่าค่าเงินได้ปรับขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งหมดที่ส่วนใหญ่กำลังเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทาง ขณะที่ปริมาณการเข้าซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนถึงแนวโน้มทิศทางขาขึ้น นอกจากนี้สัญญาณจาก Technical indicators ต่างก็ปรับสูงขึ้นมาเคลื่อนไหวในแดนบวกใกล้เข้าสู่ภาวะ Overbought ดังนั้น หากค่าเงินยังสามารถยืนเหนือ 1.0890 ดอลลาร์/ยูโรได้อย่างแข็งแกร่ง ก็จะมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1.1000 ดอลลาร์/ยูโร

แนวรับ:  1.0890 1.0860 1.0820

แนวต้าน: 1.0920 1.0950 1.0985

 

·       รายงานจากรอยเตอร์ส ระบุว่า มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อตอบโต้กับการระบาดของไวรัสโคโรนาของรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนในวันนี้ โดยนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ร่วมกับนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด จะกล่าวให้รายละเอียดในการรายงานตนต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลภาคธนาคารในวุฒิสภา

โดยบรรดาวุฒิสภาคาดหวังว่าทั้ง 2 ผู้นำจะยังคงมีท่าทีในการเกื้อหนุนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้แม้ต่างก็อัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือไปแล้ว 3 ล้านล้านเหรียญ

 

·       ถ้อยแถลงป.ธ.เฟดคืนนี้ ยืนยันจะใช้ทุกเครื่องมือทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เฟดเผยร่างถ้อยแถลงของนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด ที่จะใช้สำหรับการรายงานตนต่อสภาคองเกรสในคืนนี้ออกมาร่วงหน้าถึง 18 ช.ม. โดยรายละเอียดที่น่าสนใจในถ้อยแถลงมีดังต่อไปนี้

 การอ่อนแอลงอย่างรุนแรงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้สร้างความยากลำบากจะที่สามารรถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ และทิศทางในอนาคตก็ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจแล้ว วิกฤตไวรัสยังได้สร้างความเสียหายให้กับตลาดการเงินที่มีบทบาทสำคัญรวมถึงกระแสการหมุนเวียนของเครดิตในเศรษฐกิจอีกด้วย

การตอบสนองของเฟดต่อวิกฤตดังกล่าว อยู่ภายใต้หลักการว่าด้วยการสนับสนุนให้มีอัตราจ้างงานสูงสุดและรักษาความมั่นคงของราคาให้กับชาวอเมริกัน พร้อมๆกับการสนับสนุนให้ระบบการเงินมีความมั่นคง

เฟดมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่สำหรับการใช้ทุกเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่เฟดมีอยู่ในครองครอง เพื่อมาใช้สนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และตระหนักว่าการดำเนินการของเฟดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูของเศรษฐกิจในภาพรวมเท่านั้น

การตอบสนองของตลาด

หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดได้รับการเปิดเผยออกมา ดัชนีดอลลาร์ได้อ่อนค่าทดสอบระดับต่ำสุดของช่วงตลาดวันนี้อีกครั้งที่ระดับ 99.59 จุด ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาได้แถว 99.67 จุด ภาพรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวแบบอ่อนค่าลงต่อเนื่องหลังย่อตัวลงมาจากระดับ 100.40 จุด

 

·       โพลสำรวจโดย World Economic Forum พบว่าบรรดานักบริหารกองทุนที่ร่วมตอบแบบสอบถามกว่า 2 ใน 3 จากทั้งหมด 347 ราย มีมุมมองว่าวิกฤตไวรัสโคโรนาจะทำให้เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยและจะคงอยู่ในภาวะดังกล่าวไปอีก 18 เดือนข้างหน้า

 

·       นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ทวีตข้อความข่มขู่จะตัดงบประมาณทั้งหมดสำหรับองค์กรอนามัยโลกหรือ WHO เป็นการถาวร

 

·       คณะที่ปรึกษาด้านการจ้างงานประจำทำเนียบขาว เตรียมยื่นเสนอให้รัฐบาลและบรรดาผู้นำทางอุตสาหกรรมเอกชนของสหรัฐฯร่วมมือกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการจ้างงานในอนาคตและเป็นพื้นฐานให้กับการฟื้นตัวจากวิกฤตไวรัสโคโรนาให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ

โดยคณะที่ปรึกษา หรือ The White House American Workforce Policy Advisory Board ที่มีประธานร่วมกันคือนางอิวานก้า ทรัมป์ และนายวิลบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และยังมีสมาชิกที่เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจในสหรัฐฯ อย่างนายทิม คุก CEO ของ APPLE, แมริลิน ฮิวสัน CEO ของ Lockheed Martin, และ จินนิ โรเมทตี้ CEO ของ IBM ทั้งหมดจะร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  

 

·       สหรัฐฯจะมีประกาศอย่างเป็นทางการภายในวันนี้ ว่าพวกเขาได้ทำการลงนามในข้อตกลงกับบริษัท Phlow Corp ผู้ผลิตเวชภัณฑ์และวัตถุดิบทางการแพทย์เป็นมูลค่า 354 ล้านเหรียญ เพื่อผลักดันให้บริษัทโยกย้ายฐานการผลิตสินค้าที่จำเป็นสำหรับการรับมือวิกฤตไวรัสโคโรนากลับเข้ามาในสหรัฐฯ จากเดิมที่ผลิตในต่างประเทศอย่างอินเดียและจีน

นายปีเตอร์ นาวาโร ที่ปรึกษาทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าการลงนามข้อตกลงครั้งนี้ ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการนำฐานการผลิตเวชภัณฑ์กลับเข้ามาในสหรัฐฯ

 

·       ACEA เผย ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในยุโรปร่วงลง 76% ในเดือนเม.ย. ท่ามกลางการ Lockdown กระทบยอดขายและภาคการผลิต

 

·       รายงานจาก CNBC ระบุว่ารัฐบาลอังกฤษมีแผนที่จะผลิตและส่งมอบวัคซีนต่อต้าน COVID-19 ให้ได้ 30 ล้านยูนิตภายในเดือน ก.ย. หากการพัฒนาวัคซีนของมหาวิทยาลัOxford ประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันตัววัคซีนกำลังอยู่ในช่วงของการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial)

 

·       ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวผสมผสานกันท่ามกลางราคาน้ำมันดิบ Brent ที่อ่อนตัวจากการเผชิญแรงเทขายทำกำไร ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ปิดปรับขึ้นท่ามกลางสัญญาณการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันจากความหวังว่าจะเห็นอุปสงค์เพิ่มขึ้นจากการกลับมาอุปโภคบริโภค

น้ำมันดิบ Brent ปรับลง 19 เซนต์ หรือ -0.6% ที่ 34.62 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากที่ไปทำสูงสุดตั้งแต่ 9 เม.ย.

น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 11 เซนต์ หรือ +0.4% ที่ 31.93 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากเมื่อคืนนี้ทำ High ที่ 33.44 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นสูงสุดตั้งแต่ 16  มี.ค.

สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนมิ.ย. ที่่จะหมดอายุในวันนี้มีสัญญาณเพียงเล็กน้อยที่จะก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยว่าจะเห็นการร่วงลงต่ำกว่าระดับศูนย์อย่างเหตุที่เคยเกิดขึ้นของสัญญาน้ำมันคำที่หมดอายุในเดือนพ.ค.

 

·       Oil Price Forecast: ทิศทางระยะสั้นยังเป็นขาขึ้น หากยังยืนเหนือ 32.00 เหรียญ


บทวิเคราะห์จาก FX Street ระบุว่าราคาสัญญาน้ำมันดิบ WTI หลังจากที่ขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อคืน ในช่วงสายวันนี้ได้ย่อตัวลงจาก 32.91 เหรียญ/บาร์เรล ลงมาแถว 32.70 เหรียญ/บาร์เรล แต่ยังถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวแดนบวกได้ 3.32% นอกจากนี้ ราคายังสามารถขึ้นไปทำระดับสูงสุดในรอบ 9 สัปดาห์ที่ 33.10 เหรียญ/บาร์เรล ได้เมื่อวานนี้อีกด้วย

ขณะที่เส้น RSI กำลังส่งสัญญาณ Overbought  ดังนั้นต้องจับตาแนวรับที่ระดับ 31.70 และ 30.00 เหรียญ/บาร์เรล ที่เป็นเส้นค่าเฉลี่ยราย 100-HMA กรณีที่ราคาหลุดแนวรับเหล่านี้ลงมา จะมีแนวรับถัดไปที่ 27.88 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยราย 50-HMA

สำหรับฝั่งขาขึ้น จะมีแนวต้านอยู่ที่ระดับ 33.10 และ 33.50 เหรียญ/บาร์เรลตามลำดับ หากสามารถยืนเหนือแนวต้านเหล่านี้ได้ ราคาจะมีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 36.35 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของเดือน มี.ค.

 


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com