• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2562

    3 ธันวาคม 2562 | Economic News


· ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวใกล้ระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเยนแถว 109.18 เยน/ดอลลาร์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรแถว 1.1075 ดอลลาร์/ยูโร ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์

ค่าเงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันจากตัวเลขภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาอ่อนแอลง รวมถึงการประกาศขึ้นภาษีบราซิล อาร์เจนตินา และฝรั่งเศส กลายเป็นความตึงเครียดทางการค้าครั้งใหม่

ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ทรงตัวแถว 97.90 จุด หลังอ่อนค่าลงเมื่อคืนนี้ด้วยอัตราที่มากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์



· รายงานจาก Washington Post กล่าวถึงการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากบราซิลและอาร์เจนตินา โดยอ้างว่าทั้งสองประเทศจงใจทำให้ค่าเงินของพวกเขาอ่อนค่าลงเพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งทำให้เกษตรกรสหรัฐฯเสียเปรียบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าทั้งสองประเทศจงใจลดค่าเงินของพวกเขาลง

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Center for Strategic and International Studies มีมุมมองว่า การขึ้นภาษี นอกจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าของบริโภคเพิ่มสูงขึ้นแล้ว อาจทำให้ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเนื่องจากมีผู้นำที่มักจะดำเนินการโดยปราศจากหลักฐานรองรับ



· การที่สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากบราซิล นักวิเคราะห์มองว่า อาจผลักดันให้ผู้นำบราซิลเข้าหาประเทศจีนมากขึ้น เพื่อสานความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีน-บราซิลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และอาจทำให้สหรัฐฯสูญเสียบราซิลในฐานะคู่ค้าคนสำคัญให้ประเทศจีน



· นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่าร่างกฏหมายสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯสามารถเจรจาการค้ากับจีนได้ง่ายขึ้นแต่อย่างใด พร้อมระบุว่าจีนยังต้องการที่จะร่วมลงนามในข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าจะมีการลงนามเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯจะส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ ขึ้นอยู่กับท่าทีของจีน



· ศาสตราจารย์จาก Yale University มีมุมมองว่า มีโอกาสมากกว่า 50% ที่สหรัฐฯและจีนจะร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรก เนื่องจากผู้นำของทั้งสองประเทศต่างถูกกระแสกดดันทางการเมืองในประเทศให้ร่วมลงนาม

กล่าวคือ หากสหรัฐฯลงนามในข้อตกลงการค้ากับจีน จะทำให้ชาวสหรัฐฯหันไปให้ความสนใจกับการลงนามมากกว่าการไต่สวนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นอกจากนี้ แม้จะสามารถคาดเดาทิศทางของสงครามการค้าได้ยาก แต่มีแนวโน้มที่นายทรัมป์จะเปลี่ยนท่าทีกับจีนในช่วง 13-14 วันก่อนการขึ้นภาษีในวันที่ 15 ธ.ค. โดยนายทรัมป์อาจมีท่าทีอ่อนข้อให้กับจีนลงบ้างเหมือนการขึ้นภาษีครั้งที่ผ่านๆมา



· นางแครี แลม ผู้นำฮ่องกง เตือน ร่างกฏหมายสนับสนุนการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯลงนามเมื่อสัปดาห์ก่อน จะเป็นการทำร้ายเศรษฐกิจฮ่องกง เนื่องจากบรรดาผู้ประกอบการจะสูญเสียความเชื่อมั่นในฮ่องกง เพราะไม่สามารถแน่ใจได้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะมีการปฏิบัติกับฮ่องกงเช่นไร

นอกจากนี้ นางแลมยังได้ประกาศว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นรอบที่ 4 โดยจะเปิดเผยรายละเอียดตามมาภายหลัง



· บรรณาธิการของ Global Times ระบุว่า รัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะกีดกันเจ้าหน้าที่ทางการทูตของสหรัฐฯที่จะเดินทางเข้าเขตปกครองตนเองซินเจียง ทางฝั่งตะวันตกของประเทศจีน ซึ่งเป็นเขตการปกครองที่ทางสหรัฐฯกล่าวหาว่า รัฐบาลจีนมีการสร้างค่ายกักกันเพื่อกักบริเวณชนเผ่าอุยกูร์และชาวมุสลิมชนกลุ่มน้อย



· หนังสือพิมพ์ Global Times ของรัฐบาลจีนรายงานว่า รัฐบาลจีนจะเปิดเผยรายชื่อ "หน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ" ที่อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรต่อบริษัทสหรัฐฯได้

Global Times ได้ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ว่า รัฐบาลจีนกำลังเร่งจัดทำรายชื่อดังกล่าวเพื่อตอบโต้ร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนในซินเจียงที่ผลักดันโดยนายมาร์โค รูบิโอ วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มีมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง

ขณะเดียวกัน นายหู สีจิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ทวีตข้อความว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯอาจโดนระงับวีซ่าและผู้ที่ถือหนังสือเดินทางสหรัฐฯอาจถูกสั่งห้ามเข้ามณฑลดังกล่าว

ทั้งนี้ ท่าทีการตอบโต้จากจีนอาจทำให้บรรยากาศการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯย่ำแย่ลงอีก หลังก่อนหน้านี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมายอมรับว่า ร่างกฎหมาย "Hong Kong Human Rights and Democracy Act" ที่สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงนั้น ได้ทำให้การเจรจาการค้ามีความยุ่งยากมากขึ้น



· นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs คาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มที่จะกลับมาขยายตัวได้ในระดับปานกลางอีกครั้ง ภายในปี 2020 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียปี 2020 จะขยายตัวได้ 6.4% หลังจากที่การขยายตัวชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 6 ปี



· นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics คาด มีความเป็นไปได้ต่ำที่จำนวนนักท่องเที่ยวและยอดค้าปลีกในฮ่องกงจะสามารถฟื้นตัวขึ้นในเดือน พ.ย. เนื่องจากเหตุประท้วงที่ยังยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกของฮ่องกงในเดือน ต.ค. ปรับลดลง 24.3% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ย่ำแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนเดียวกันลดลง 43.7% สู่ระดับ 3.31 ล้านคน เทียบกับในเดือน ก.ย. ปีนี้ที่ลดลง 34.2%



· รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเป็นมูลค่า 1.20 แสนล้านเหรียญ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอการเติบโต



· รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส กล่าวประณามการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากฝรั่งเศสของสหรัฐฯ โดยระบุว่า เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้” และทางอียูก็พร้อมที่จะออกมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ



· ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นสูงขึ้นในวันนี้ เนื่องจากตลาดคาดหวังว่ากลุ่มโอเปกและพันธมิตรจะประกาศลดปริมาณการผลิตน้ำมันในการประชุมสัปดาห์นี้ แต่การปรับขึ้นของราคาถูกจำกัด เนื่องจากมีนักวิเคราะห์บางส่วนที่ไม่คาดหวังว่าจะมีการปรับลดกำลังการผลิตลงอีก

น้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 17 เซนต์ หรือ 0.3% ที่ระดับ 61.09 เหรียญ/บาร์เรล จากเมื่อวานที่ปรับขึ้น 0.7%

น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 25 เซนต์ หรือ 0.5% ที่ระดับ 56.21 เหรียญ/บาร์เรล จากเมื่อวานที่ปรับ1.4%


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com