• สรุปข่าวตลาดหุ้น (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 30 กันยายน 2562

    30 กันยายน 2562 | SET News

· ตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงของตลาดหุ้นจีนมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ท่ามกลางข่าวทีี่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯกำลังพิจารณาที่จะเพิกถอน บริษัทจีนจากตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนี MSCI ที่ไม่รวมหุ้นญี่ปุ่นทรงตัว

สินทรัพย์เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการค้าของสหรัฐฯในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่าทีมบริหารของนายทรัมป์กำลังพิจารณาการเพิกถอนบริษัทจีนจากตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าหุ้นสหรัฐฯ จึงยิ่งเพิ่มความกังวลว่าอาจเห็นแรงตึงเครียดทางการค้าของสหรัฐฯและจีนเพิ่มขึ้น

ขณะที่การซื้อขายในตลาดหุ้นจีนเบาบางก่อนหน้าวันหยุดยาวเนื่องในวันหยุดประจำชาติ

· ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงในวันนี้ หลังจากข่าวที่ว่าทีมบริหารของนายทรัมป์กำลังพิจารณาการเพิกถอนบริษัทจีนจากตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าหุ้นสหรัฐฯ

เหล่านักวิเคราะห์ระบุว่า โดยทั่วไปตลาดหุ้นญี่ปุ่นหุ้นญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวต่อผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนมากกว่าหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี Nikkei ลดลง 0.6% ที่ระดับ 21,775.84 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ครึ่ง อย่างไรก็ดี ภาพรวมรายเดือนเพิ่มขึ้น 5.1% ซึ่งเป็นเดือนที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2018 ขณะที่ดัชนี Topix ลดลง 1.0% ที่ระดับ 1,587.80 จุด

· ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง ทำระดับต่ำสุดในรอบเดือน จากรายงานข่าวที่ว่าทีมบริหารของนายทรัมป์กำลังพิจารณาการเพิกถอนบริษัทจีนจากตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าหุ้นสหรัฐฯ จึงยิ่งเพิ่มความกังวลว่าอาจเห็นแรงตึงเครียดทางการค้าของสหรัฐฯและจีนเพิ่มขึ้น

โดยดัชนี Shanghai Composite ลดลง 0.9% ที่ระดับ 2,905.19 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา


· ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเล็กน้อย ท่ามกลางรายงานที่ว่าทีมบริหารของนายทรัมป์กำลังพิจารณาการเพิกถอนบริษัทจีนจากตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าหุ้นสหรัฐฯ

โดยดัชนี Stoxx600 ลดลง 0.15% ด้านหุ้นภาคเทคโนโลยีลดลง 0.5% ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวสูงขึ้น 0.3%

· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

- นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานBOT Symposium 2019 ว่า กุญแจสำคัญที่สร้างแรงจูงใจให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของทรัพยากร ขีดจำกัดของเทคโนโลยี พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการสร้างสรรนวัตกรรมที่หลากหลาย คือ การแข่งขัน ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการสัมมนาวิชาการของ ธปท.ในปีนี้

การแข่งขันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ การแข่งขันผลักดันให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายใหม่ต้องพัฒนาความสามารถของตนให้สูงขึ้นกว่าเดิม นำไปสู่ต้นทุนการผลิตต่ำลง คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น ซึ่งท้ายสุดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคมโดยรวม

- นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบที่ผ่านมาได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือขยายตัว 2.8% สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากสงครามการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบรุนแรงต่อปริมาณการค้าโลก ขณะที่ไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดต้องพึ่งพิงการส่งออกค่อนข้างมาก จึงทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ปัญหาสงครามการค้าโลกที่ยังไม่มีแนวโน้มจะจบลงได้เริ่มส่งผลกระทบไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนในบางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกชะลอตัวลง การจ้างงานบางภาคอุตสาหกรรมก็ชะลอตัวลงเช่นกัน และส่งผลมาถึงรายได้ของแรงงานด้วย

อย่างไรก็ดี การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงเหลือเติบโตเพียง 2.8% แม้จะชะลอลงจากปีก่อน และเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติแต่อย่างใด เนื่องจากเศรษฐกิจมีวัฎจักรขึ้นลงและขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยจากต่างประเทศถือว่าเป็นส่วนสำคัญ

- นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในไตรมาส 3/2562 อยู่ที่ 91 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2562 ที่ระดับ 95 สะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ทำให้มีสัดส่วนของผู้ประกอบการที่พิจารณาปรับลดแผนการลงทุนเพิ่มขึ้น และมีการพิจารณาปรับลดการจ้างงานและลดค่าจ้างมากขึ้น

- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.62 เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลงจากเดือนก่อน โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงตามการใช้จ่ายในเกือบทุกหมวดสินค้า การส่งออกสินค้ากลับมาหดตัวสอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนหดตัว นอกจากนี้การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาหดตัวตามรายจ่ายประจำ ขณะที่รายจ่ายลงทุนยังขยายตัวได้ สำหรับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำจากเหตุการณ์เรือล่มในจังหวัดภูเก็ต

- ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเดือนสิงหาคม เกินดุลเพิ่มขึ้น

- ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลทั้งสิ้น 3,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าเดือนก่อนที่เกินดุล 1,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสูงกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเกินดุล 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

- ดุลการค้าไทยเกินดุลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการส่งออกตามระบบดุลการชำระเงินกลับมาหดตัว 2.1% YoY จากที่ขยายตัว 3.8% ในเดือนก่อน ด้านการนำเข้ากลับมาหดตัวในระดับสูง 15.5% จากที่ขยายตัวในระดับต่ำเพียง 0.9% ในเดือนก๋อน

- ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนเกินดุลเพิ่มขึ้นโดยอยู่ที่ 407 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com