• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2562

    20 สิงหาคม 2562 | Economic News

· ค่าเงินยูโรทรงตัวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมาหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯฟื้นตัว ขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองอิตาลีเป็นปัจจัยกดดันการเคลื่อนไหวของเงินยูโร


ดัชนีดอลลาร์ทรงตัวแถว 98.385 จุด หลังแข็งค่าทำระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ครึ่งที่ 98.40 จุดในช่วงที่ผ่านมา

ค่าเงินยูโรทรงตัวแถว 1.1078 ดอลลาร์/ยูโร แต่ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดที่ 1.1066 ดอลลาร์/ยูโร ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการเมืองอิตาลี



· นายกิวเซปเป คอนติ นายกรัฐมนตรีอิตาลี มีกำหนดจะขึ้นกล่าวถ้อยแถลงต่อรัฐสภาคืนนี้ เวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเขาอาจมีการประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังสิ้นสุดถ้อยแถลงได้ หรืออาจรอให้ฝ่ายค้านผลักดันให้จัดการโหวตไม่ไว้วางใจอย่างเป็นทางการภายหลัง

นักวิเคราะห์จาก ING ประเมินว่า หากเกิดการโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลอิตาลี และมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะพ่ายแพ้ อาจกดดันให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 1.1000 ดอลลาร์/ยูโร แต่การอ่อนค่าครั้งนี้อาจไม่คงอยู่ในระยะยาว เนื่องจากแรงกดดันค่าเงินยูโรจากปัจจัยทางการเมืองมักจะมีผลกระทบที่ค่อนข้างจำกัด




· นักวิเคราะห์จาก DailyFX ระบุว่า ค่าเงินดอลลาร์อาจปรับแข็งค่าได้อีก หากความกังวลต่อภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไปจึงน่าจะกดดันค่าเงินในประเทศอื่นๆ รวมทั้งส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินในการลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ประกอบกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นของภาวะทางการเมืองในอิตาลี ในขณะที่ความกังวลต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอาจขยายตัวต่อในสัปดาห์นี้ หากรายงานประชุมเฟดและถ้อยแถลงของประธานเฟดในการประชุมธนาคารกลางโลกยังสะท้อนถึงความกังวลดังกล่าว


· ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลง หลังถ้อยแถลงของนายกิวเซปเป คอนติ นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งกำหนดการไว้ภายในวันนี้ โดยมีแนวโน้มที่เขาจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลง ระหว่างเขาและนายมัตเตโอ ซัลวินี รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Lega Nord รวมถึงนายลุยจิ ดิ ไมโอ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Five Star Movement จึงอาจเป็นปัจจัยความตึงเครียดทางการเมืองของอิตาลีที่กดดันค่าเงินยูโร



· นักวิเคราะห์จาก FXStreet กล่าวว่า เค่าเงินเยนทำระดับอ่อนค่าใหม่ ท่ามกลางสภาวะ Risk-on ที่เกิดขึ้นในตลาด จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้น และสัญญาณบ่งชี้ทางเทคนิคก็ยังดูเป็นสัญญาณอ่อนค่า

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนมีการสะสมพลังบริเวณ 106.5/106.6 เยน/ดอลลาร์ โดยยังมีการทรงตัวในกรอบระยะสั้นๆ ขณะที่ภาพกราฟราย 4 ชม. และสัญญาณ SMA 20 ก็ดูจะทรงตัวต่ำกว่าระดับปัจจุบัน ทางด้าน SMA 100 สะท้อนถึงภาวะอ่อนค่า มีโอกาสเห็นค่าเงินเยนกลับขึ้นแตะแนวต้าน ซึ่งในทางเทคนคก็มีโอกาสเห็นเงินเยนอ่อนค่าต่อ หรือมีการปรับขึ้นทำระดับสูงสุดรายวันได้

แนวต้าน: 06.65 106.95 107.20

แนวรับ: 106.05 105.60 105.25



· รายงานประชุมเฟดเดือนก.ค. ที่จะเปิดเผยในคืนวันพรุ่งนี้ อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นควบคู่กับการฟื้นตัวของตลาดหุ้นได้ จากการเข้าซื้อของกลุ่มนักลงทุน ในขณะเดียวกันสิ่งที่รายงานประชุมเฟดจะสะท้อนออกมาดูจะมีรายละเอียดเพียงเล็กน้อย และเฟดอาจไม่ผ่อนคลายมากเท่าที่หลายฝ่ายคิด

ความกังวลต่อโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเผชิญกับสภาวะถดถอยตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วดูจะเริ่มส่งสัญญาณเตือน และหากถ้อยแถลงของบรรดาสมาชิกธนาคารกลางต่างๆสะท้อนถึงความกังวลต่อภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่อาจกดดันค่าเงินกลุ่มส่งออก อย่างค่าเงินโครของน่าสวีเดน หรือโครนของนอร์เวย์ได้ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนและการมองหาสภาพคล่องอาจส่งผลให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่า

บรรดาเทรดเดอร์จะจับตาไปยังการประชุม G7 ณ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค. อย่างใกล้ชิดเช่นกัน ท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นทั่วทุกมุมโลก และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เราอาจเห็นความผันผวน ณ ที่ประชุมได้ ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ Libra ค่าเงินของ Facebook หรือแม้แต่เรื่องสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ประเด็นการค้าอียู รวมทั้งการหารือกันของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานไอเอ็มเอฟคนต่อไป แทานนางคริสติน ลาการ์ด ที่จะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งประธานอีซีบีคนต่อไป

· นักวิเคราะห์จาก BBH กล่าวว่า เฟดอาจเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเร็วๆนี้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกระทบของ Trade War เป็นอันดับแรก และไม่คิดว่าจะเห็นเฟดทำตามข้อเรียกร้องของนายทรัมป์ แต่อย่างใด


หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Peperstone มองว่า นายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟดน่าจะมีท่าทีเข้มงวดมากกว่าที่ตลาดคาดการ์ณไว้ และมองว่ามีโอกาสเพีง 32% ที่จะเห็นเฟดลดดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมเดือนก.ย. และนี่น่าจะเป็นผลบวกต่อค่าเงินดอลลาร์

ขณะที่เมื่อวานนี้เครื่องมือ FedWatch ของ CME สะท้อนว่ามีโกอาส 95% จะเห็นเฟดลดดอกเบี้ยเดือนก.ย. ด้วยอัตรา 0.25% และมีเพียง 5% ที่เชื่อว่าจะเห็นเฟดลดดอกเบี้ยมากถึง 0.50%


· นายเอริค โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตัน ส่งสัญญาณจะไม่สนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯยังอยู่ในระดับที่ดี การปรับลดดอกเบี้ยจะทำให้เกิดความกังวลในตลาด และส่งผลให้ปริมาณหนี้สินก่อตัวสูงขึ้นได้

นายโรเซนเกรนเป็น 1 ในคณะกรรมการเฟด 2 คนที่ไม่สนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า ไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย

สำหรับการประชุมเฟดครั้งต่อไปในวันที่ 17-18 ก.ย. ตลาดมีกระแสคาดการณ์อย่างล้มหลามว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงจากระดับปัจจุบันที่ 2.00% - 2.25% แต่ก่อนหน้านั้น ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด ที่มีกำหนดจะกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมของธนาคารกลางประจำปี ณ เมืองแจ็คสัน โฮล วันศุกร์นี้




· ธนาคารกลางเยอรมนี กล่าวเตือน เศรษฐกิจเยอรมนีเสี่ยงจะดิ่งกลับสู่ภาวะถดถอย และคาดว่าจีดีพีไตรมาส 3/2019 จะยังอ่อนตัวลง หลังจากที่ไตรมาสที่ 2/2019 หดตัวลง 0.1% เมื่อเทียบไตรมาสแรก โดยทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ส่งออกที่มีการขายสินค้าไปยังจีนและสหรัฐฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจาก Trade War ประกอบกับยอดขายรถยนต์ทั่วโลกอ่อนตัวลง จึงกระทบต่อกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีด้วย และยังมีความกังวลต่อกรณี Brexit ตามมา

นอกจากนี้ จีดีพีเยอรมนีก็ดูจะได้รับผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรมที่เคลื่อนไวหขาลง โดยยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีก็ร่วงลงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน



· รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีไปยังเกาหลีใต้เป็นจำนวนมากขึ้น โดยเป็นการอนุมัติเพิ่มเติมครั้งที่สอง หลังจากที่ประกาศมาตรการคุมเข้มในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศจะมีการส่งตัวแทนมาเจรจากันภายในสัปดาห์นี้

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า การอนุมัติครั้งนี้เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ทางญี่ปุ่นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมประนีประนอมในประเด็นความขัดแย้งทางการค้าแต่อย่างใด



· รายงานจากสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นระบุว่า บริษัท โคเรีย แอร์ สายการบินยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ จะยกเลิกเที่ยวบินจากเกาหลีใต้สู่ญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากขึ้น ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่อยู่ในภาวะตึงเครียด

โดยทางการสายการบินระบุว่า จะยกเลิกเที่ยวบินจากสนามบินบูซานสู่สนามบินคันไซอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เดือน ก.ย. เป็นต้นไป ส่วนในเดือน พ.ย. เป็นต้นไป จะยกเลิกเที่ยวบินจากเกาะเจจูสู่สนามบินนาริตะและสนามบินคันไซ


· รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า รองนายกรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ กล่าวว่า เขาจะเฝ้าระวังตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด รวมทั้งความเป็นไปได้ของความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อจัดการหามาตรการต่างๆมารับรองรับหากจำเป็น



· ธนาคารกลางจีนประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงต่ำกว่าระดับเดิมเล็กน้อยในวันนี้ หลังจากที่มีประกาศจะปฏิรูประบบการปล่อยเงินกู้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยธนาคารกลางจีนปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการ (Loan Prime Rate) ระยะ 1 ปี สู่ระดับ 4.25% ต่ำกว่าระดับเดิมที่ 4.31% เพียง 0.06%

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากธนาคาร UBS มองว่า ผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารกลางจีน จะอยู่ในระดับเบาบาง เนื่องจากภาวะเครดิตในประเทศจีนอยู่ในระดับอ่อนแอ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนด้านเงินทุนจะไม่ช่วยให้ผู้ประกอบการยินดีที่จะเพิ่มการใช้จ่ายแต่อย่างใด


· Huawei ออกมาตอบโต้กรณีที่สหรัฐฯจะเพิ่มชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องลงไปยัง Blacklist ว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่ยุติธรรม” และ “ถูกขับเคลื่อนทางการเมือง” รวมถึงจะไม่ช่วยให้สหรัฐฯเดินหน้าต่อไปในฐานะผู้นำทางเทคโนโลยีได้

เมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาให้บริษัทสหรัฐฯสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกับ Huawei ได้ออกไปอีก 90 วัน แต่ทางสำนักงานด้านอุตสาหกรรมและความมั่นคงแห่งสหรัฐฯ กลับเพิ่มรายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Huawei อีก 49 บริษัท ลงไปยัง Blacklist



· นายมัตเตโอ ซัลวินี หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภาอิตาลี ระบุว่า ภาครัฐบาลจำเป็นต้องมีการใช้จ่ายในปีงบประมาณต่อไปมากถึง 5 หมื่นล้านยูโร (5.5 หมื่นล้านเหรียญ) เพื่อกระตุ้นตลาดการเงินในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในเดือนนี้ นายซัลวินี ประกาศยกเลิกความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล 5-Star Movement และพยายามผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง ซึ่งอาจกดดันการผลักดันร่างงบประมาณสำหรับปี 2020 ได้



· สำนักข่าว TASS ระบุว่า รัสเซียกล่าวหาว่าสหรัฐฯมีการเพิ่มความตึงเครียดทางการทหารด้วยการ ทดสอบขีปนาวุธร่อนแบบยิงจากภาคพื้นดินไกลกว่า 500 กม. หลังจากสนธิสัญญานิวเคลียร์ที่พวกเขาทำกับรัสเซีย และห้ามใช้อาวุธประเภทนี้หมดอายุ (สนธิสัญญาพลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF))



· ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่อาจจะเบาบางลง รวมทั้งความหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยหนุนการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบอุปสงค์น้ำมัน หลังธนาคารกลางจีนประกาศแผนปฏิรูปดอกเบี้ยหลักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมสาหรับภาคธุรกิจ ประกอบกับประเทศอื่นๆ มีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น

ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 8 เซนต์ ที่ระดับ 59.82 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากที่เพิ่มขึ้นไป 1.88% เมื่อวานนี้ ด้านน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 9 เซนต์ ที่ระดับ 56.30 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากที่เพิ่มขึ้นไป 2.44% ในช่วงก่อนหน้านี้



บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com