• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2562

    13 มิถุนายน 2562 | Economic News

· ค่าเงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางตลาดที่ยังให้ความสนใจกับความตึงเครียดทางการค้าและการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่ล่าสุด นายทรัมป์ ดูจะมีมุมมองบวกต่อการทำข้อตกลงกับทางการจีนมากขึ้น โดยนายทรัมป์ กล่าวแสดงความรู้สึกว่าข้อตกลงการค้ากับทางจีนอาจเกิดขึ้น แม้ว่าเขาพร้อมจะทำการขึ้นภาษีจีนครั้งใหม่หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

แต่ค่าเงินยูโรกลับอ่อนค่าลงจากการพิจารณาเรื่องการคว่ำบาตรท่อส่งแก๊ส Nod Stream 2 ของรัสเซีย และกล่าวเตือนเยอรมนีที่พึ่งพาพลังงานของทางรัสเซีย

ดัชนีดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้นในเช้านี้ต่อมาทรงตัวบริเวณ 96.957 จุด หลังจากที่เมื่อคืนปิด +0.3% โดยยังรีบาวน์ได้ต่อหลังไปทำระดับต่ำสุดรอบ 11 สัปดาห์เมื่อวันจันทร์ที่ 96.459 จุด ขณะที่ค่าเงินยูโร ค่าเงินปอนด์ และค่าเงินในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อ่อนตัวลง



ด้านค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้น 1.1293 ดอลลาร์/ยูโร หลังจากที่อ่อนค่าลงไป 0.35% เมื่อคืนนี้ และเงินปอนด์ทรงตัวแถว 1.2692 ดอลลาร์/ปอนด์ หลังจากที่ปิด -0.3%



· ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาตรงตามคาดการณ์ของสำนักข่าวรอยเตอร์สที่ 0.1% ในเดือนพ.ค. ขณะที่ Core CPI ที่ไม่รวมราคาในภาคอาหารและพลังงานขยายตัวได้ 0.1% และข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดที่ขยายตัวได้น้อยลง เกิดขึ้นในช่วงการจ้างงานสหรัฐฯแย่เกินคาด และการอ่อนตัวของข้อมูลการผลิตที่ประกาศในสัปดาห์ที่ผ่านมา

· อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวลงเมื่อวานนี้ หลังข้อมูลรายงานภาครัฐบาลสหรัฐฯสะท้อนว่าข้อมูล CPI ขยายตัวได้ตามคาดในเดือน พ.ค. โดยอัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปี ปรับลงมาที่ 2.12% และผลตอบแทน 30 ปีทรงตัวแถว 2.618%

· การประชุมเฟดวาระที่จะถึงนี้ในวันที่ 18 – 19 มิ.ย. ไม่ถูกคาดว่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยใดๆ แต่กลุ่มนักลงทุนกำลังรอสัญญาณใหม่ๆของเฟดเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยกลุ่มนักลงทุนมองว่ามีโอกาสเพียง 21% ที่จะเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ ขณะที่ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปกว่า 85% ที่จะเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ค. ท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่ยังกังวลว่าอาจเกิดสงครามการค้าเพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับทางญี่ปุ่นและยุโรป หลังจากที่เมื่อวันอังคาร นายทรัมป์ มีการตำหนิเรื่องยุโรปทำการปรับลดค่าเงินยูโร

· 2 ผู้นำคนสำคัญทางการเงิน อย่างนายมาริโอ ดรากี้ ประธานอีซีบี และนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ประสานเสียงกล่าวเตือนต่อปัญหาทางการค้าที่เพิ่มขึ้นของกำแพงภาษี โดยข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ควบคู่กับท่าทีคุกคามยุโรปและภาคอุตสาหกรรมของประเทศอื่นๆ กำลังเป็นสาเหตุที่สร้างความผันผวน และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นทั่วโลก



· ประเด็นสงครามการค้าและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกดูจะผสมผสานและฉุดให้ผลประกอบการภาคบริษัทปรับตัวลง ขณะที่รายงานจาก FactSet ประมาณการณ์ว่าโดยภาคบริษัทในสหรัฐฯส่วนใหญ่มีผลประกอบการเกินกว่าครึ่งที่ได้มาจากยอดขายภายนอกประเทศของสหรัฐฯ และคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 จะเห็นผลประกอบการปรับตัวลงไปกว่า 9.3% และอาจทำให้ภาพรวมของกลุ่มบริษัทใน S&P500 มีรายงานผลประกอบการลดลงไป 2.3%

· ราคาน้ำมันดิบปิดปรับลง 4% หลังรัฐบาลสหรัฐฯเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาขยายตัวขึ้นเกินคาดติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยล่าสุดเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ก.ค. ปี 2017 และสัญญาณการเพิ่มขึ้นของอุปทานล่าสุดนี้ ปรากฎขึ้นพร้อมกับความกังวลที่อุปสงค์พลังงานจะอ่อนตัวจากปัญหาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน



น้ำมันดิบ WTI ปิดลดลง 2.13 เหรียญ ที่ระดับ 51.15 เหรียญ/บาร์เรล หรือดิ่งลงไปกว่า 4% เป็นระดับปิดต่ำสุดใหม่รอบ 5 เดือน ทางด้านน้ำมันดิบ Brent ปิดลดลง 2.32 เหรียญ หรือ -3.7% ที่ 59.96 เหรียญ/บาร์เรล โดยเป็นการปิดปรับลงต่ำกว่านะดับ 60 เหรียญ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกตั้งแต่ พ.ค.



· นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขายังคงพิจารณาว่าจะทำการกีดกันการขนส่งน้ำมันระหว่างเยอรมนีและรัสเซีย ผ่านท่อส่งน้ำมัน Nord Stream 2 ดีหรือไม่

โดยนายทรัมป์ได้เคยกล่าวหาว่า เยอรมนีตกเป็นเป้าหมายการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างไม่เต็มใจ และเขาก็ไม่สนับสนุนการขนส่งผ่านท่อ Nord Stream 2 เหมือนกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนก่อน



นอกจากนี้ ทั้งสหรัฐฯและประเทศสมาชิกอียูส่วนมากมีความกังวลว่า การใช้ท่อส่งน้ำมัน Nord Stream 2 ทำให้รัสเซียสามารถหลีกเลี่ยงการขนส่งน้ำมันผ่านประเทศยูเครน ซึ่งจะทำให้รัสเซียสามารถกักตุนน้ำมันสำรองไว้แต่เพียงผู้เดียว และใช้น้ำมันสำรองดังกล่าวเป็นอาวุธในการต่อรองกับประเทศเพื่อนบ้าน



· รัฐบาลฮ่องกงประกาศปิดทำการหน่วยงานรัฐในย่านธุรกิจเป็นการชั่วคราว ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงของประชาชนนับหลายแสนคน ที่ขยายตัวเป็นความรุนแรงนับตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวานนี้ กองกำลังตำรวจได้เปิดฉากเข้าสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาแล้ว



บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com