• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2562

    12 มิถุนายน 2562 | Economic News

· ดัชนีดอลลาร์ทรงตัวท่ามกลางกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสนใจไปยังประเด็นสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่จะบ่งชี้ว่าเติบโตพอหรือไม่ ควบคู่กับการที่เฟดมีแนวโน้มจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า


และถึงแม้ว่าความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯบรรลุข้อตกลงกับเม็กซิโก และทำให้เม็กซิโกหลีกเลี่ยงการถูกขึ้นภาษีได้ แต่ข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนก็ยังดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเห็นสหรัฐฯพิจารณาขึ้นภาษีสินค้าจากญี่ปุ่น และยุโรปเพิ่มเติม และทั้งหมดนี้ดูจะกลายเป็นปัจจัยที่ยังกดดันความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนกังวลว่า Trade War จะเป็นภัยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก และทำให้เฟดต้องเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ


ดัชนีดอลลาร์ทรงตัวที่ 96.698 จุด หลังจากที่ยืนเหนือระดับ 96.459 จุดในวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นต่ำสุดตั้งแต่ 25 มี.ค. ขณะทีนักลงทุนจับตาประชุมเฟด 18-19 มิ.ย.นี้ ว่าเฟดจะส่งสัญญาณต่อทิศทางดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร


ค่าเงินยูโรทรงตัวที่ 1.1328 ดอลลาร์/ยูโร หลังไปทำสูงสุดรอบ 3 เดือนที่ 1.1348 ดอลลาร์/ยูโร

· หลังจากที่วันจันทร์ นายทรัมป์ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนเพิ่มหากไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมในการเจรจา ล่าสุดเมื่อวานนี้ นายทรัมป์ ก็ได้กล่าวตำหนิยุโรปในการปรับลดค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ และนั่นทำให้สหรัฐฯเสียเปรียบ ในขณะที่ธนาคารกลางชาติอื่นตรึงดอกเบี้ยระดับต่ำ แต่เฟดมีดอกเบี้ยในระดับสูงจากการคุมเข้มทางการเงิน และเฟดทำเหมือนไม่รู้เรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ นายทรัมป์ ยังกล่าวว่าจีนสร้างความเสียเปรียบอย่างมากแก่สหรัฐฯ ด้วยการทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง


อย่างไรก็ดี การทวิตเตอร์ของนายทรัมป์เกี่ยวกับค่าเงินยูโรและค่าเงินประเทศอื่นๆ ก็ไม่ได้ประกอบหลักฐานใดๆ ในการโพสต์ครั้งนี้ด้วย


· เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า มีโอกาส 80% ที่จะเห็นเฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ค.นี้

· นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นว่า ค่าเงินดอลลาร์กำลังเสียเปรียบค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ อย่างเช่น ยูโร เนื่องจากทางอีซีบีมีการใช้นโยบายดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เทียบกับเฟดที่ใช้อัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับสูง พร้อมตำหนิว่า เฟด “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย”

นอกจากนี้นายทรัมป์ยังมีการทวีตข้อความ แสดงความเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯที่อยู่ในระดับ เป็นสิ่งที่ “งดงามมาก” ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย ภายหลังการทวีตข้อความดังกล่าว

· นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกคาดการณ์ว่าจะทำการลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี เพื่อปรับปรุงและลดต้นทุนสำหรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)

การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นสร้างแรงกดดันให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศจีน ยกเลิกกำแพงทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้าในกลุ่ม ยาฆ่าแมลง และพืชที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีภูมิต้านทานโรคในพืช


ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว น่าจะเป็นการช่วยเกื้อหนุนเกษตรกรสหรัฐฯที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนอีกด้วย

· นายวิลบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ทั้ง Huawei และ ZTE ที่ถูกสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำต่างมีการดำเนินงานที่อาจกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

โดยทาง Huawei ถูกรัฐบาลสหรัฐฯต้องสงสัยว่ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน และใช้สมาร์ทโฟนของพวกเขาในการละเมิดข้อมูลที่เป็นส่วนตัว ขณะที่ทาง ZTE ถูกขึ้นบัญชีดำ เพราะพวกเขาละเมิดข้อตกลงที่ตกลงร่วมกันในศาล


สำหรับปัญหาทางการค้า นายรอสมีมุมมองว่า สหรัฐฯและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในท้ายที่สุด แต่การเจรจาจำเป็นต้องระบุถึงปัญหาทั้งหมดที่ทางทีมบริหารกังวล ไม่เช่นนั้นข้อตกลงก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

· ในรายการพิเศษของสำนักข่าว CNBC ที่เข้าร่วมโดยบรรดาผู้นำทางธุรกิจ หนึ่งในนั้น คือนายเคกจ์ อัลเลน ประธานสภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน (U.S.-China Business Council) ได้แสดงความคิดเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังพยายาม “ฆาตกรรม” Huawei อย่างช้าๆ

หากทรัมป์ต้องการกีดกัน Huawei ออกจากสารบบของสหรัฐฯ เพียงแค่ประกาศแบนพวกเขาหรือสั่งห้ามไม่ให้ผู้ประกอบในสหรัฐฯดำเนินธุรกิจร่วมกับHuawei ก็เพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่ทรัมป์กำลังทำ ดูเหมือนจะการพยายามจบชีวิตของ Huawei เสียมากกว่า

สำหรับในประเด็นผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน นายอัลเลน มีมุมมองว่า สหรัฐฯกำลังเผชิญความเสียหายในระยะสั้นเท่านั้น และผลกระทบระยะยาวจะรุนแรงยิ่งกว่านี้เสียอีก เนื่องจากจีนจะหันไปลงทุนสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะเมล็ดถั่วเหลือง จากฝั่งบราซิล อาร์เจนติน่า หรือยูเครน แทน และในท้ายที่สุด สหรัฐฯก็ต้องเยียวยาความสัมพันธ์กับจีนให้ได้ เศรษฐกิจสหรัฐฯจึงจะกลับมาเติบโตได้ในระยะยาว

· ขณะที่ นางเธีย ลี ประธานสถาบันนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Institute) กล่าววิพากษ์วิจารณ์การใช้นโยบายภาษีของทรัมป์อย่างรุนแรง

โดยเธอกล่าว ทรัมป์มีการขึ้นภาษีอย่างบ้าคลั่งมากเกินไป และเขาก็ไม่เคยมีการส่งข้อความที่ชัดเจนให้กับผู้ประกอบการในสหรัฐฯหรือกับประเทศคู่ค้าเลย จึงเปรียบเสมือนว่า ทรัมป์กำลังทำลายสะพานที่เชื่อมต่อการค้าระหว่างประเทศคู่ค้าหลายๆประเทศของสหรัฐฯ


นโยบายภาษี หากถูกใช้อย่างมีกลยุทธ์ แม้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ในระยะยาวและท้ายที่สุดจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางการค้าได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทีมบริหารของประธานาธิบดีกำลังทำอยุ่ในปัจจุบัน สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่เปรียบเสมือนการต่อสู้กันด้วยความเห็นแก่ตัวมากกว่า

· ราคาน้ำมันดิบปิดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ดูจะเป็นอุปสรรคต่ออุปสงค์น้ำมัน ขณะที่คาดการณ์เกี่ยวกับกลุ่มโอเปคและชาติพันธมิตรที่จะขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตก็ดูจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนราคาน้ำมัน

น้ำมันดิบ WTI ปิดปรับขึ้นเล็กน้อยมาที่ 53.27 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ Brent ปิดทรงตัวที่ 62.29 เหรียญ/บาร์เรล


ภาพรวมน้ำมันดิบ Brent ปรับลงแล้ว 1.75% จากสูงสุดของปีที่ที่ทำไว้ในเดือนเม.ย. ขณะที่ WTI ร่วงลงกว่า 20% จากสูงสุดของปีนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน


ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของอุปสงค์ ดูเป็นปัจจัยใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน


ด้านกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันปีนี้ลงอีก 160,000 บาร์เรล สู่ระดับ 1.22 ล้านบาร์เรล/วัน


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com