• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 31 พฤษภาคม 2562

    31 พฤษภาคม 2562 | Economic News

· ค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างทรงตัวโดยปรับอ่อนค่าลงเพียง -0.01% ที่ 98.151 จุด ขณะที่ภาพรวมเดือนนี้ดูจะสามารถแข็งค่าได้ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ดูจะหนุนให้เหล่าเทรดเดอร์เข้าถือดอลลาร์ในฐานะ Safe-Haven จึงทำให้เราเห็นดอลลาร์ทำระดับแข็งค่ามากที่สุดรอบ 2 ปี

ค่าเงินยูโรทรงตัวได้เหนือ 1.11 ดอลลาร์/ยูโร ขณะที่เงินปอนด์ทรงตัวเหนือ 1.26 ดอลลาร์/ปอนด์ได้ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อยู่ในทิศทางแข็งค่า



· นักวิเคราะห์อาวุโสจาก FX Street ระบุว่า สถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนนั้นส่งผลให้นักลงทุนยังไม่ต้องการทำอะไรจนกว่าจะเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหา ท่ามกลางวอลุมซื้อขายที่เบาบางในสัปดาห์นี้ จึงเห็นการเคลื่อนไหวของค่าเงินต่างๆในกรอบแคบๆ



· ค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้น 0.04% ที่ 1.1135 ดอลลาร์/ยูโร โดยยังยืนได้เหนือระดับต่ำสุดที่ทำไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบริเวณ 1.11055 ดอลลาร์/ยูโร ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดรอบ 2 ปี



· ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าค่อนข้างมากในเดือนนี้ และถือเป็นรายเดือนที่อ่อนค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับ Brexit หลังล่าสุดนางเทเรซ่า เมย์ นายกฯอังกฤษมีการประกาศกำหนดวันลาออกจากตำแหน่ง โดยเมื่อวานนี้เงินปอนด์อ่อนค่าลง 0.13% ที่ 1.261 ดอลลาร์/ปอนด์




· อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯแม้จะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงเช้าวานนี้ แต่ก็ปรับตัวลดลงอีกครั้งในช่วงบ่ายจากนักลงทุนที่กังวลต่อภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวลงไปแถว 2.225% โดยอยู่ไม่ห่างจากระดับต่ำสุดรอบ 20 เดือนที่ทำไว้เมื่อวันพุธที่ 2.21% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนระยะสั้นอายุ 3 เดือนปรับขึ้นมาที่ 2.372% ทางด้านอัตราผลตอบแทนราย 2 ปี ร่วงลงแตะ 2.067%



· จีนเผยข้อมูลกิจกรรมภาคการผลิตประจำเดือนพ.ค. หดตัวลงท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยดัชนี PMI ออกมาต่ำกว่าคาดที่ 49.4 จุด และการอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการหดตัวในภาคการผลิต

· นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดขึ้นกล่าวถ้อยแถลงหลังวันครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยถ้อยแถลงของเขาถูกคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือน มิ.ย. และจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาและสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่กำลังเกิดขึ้น


· สหรัฐฯจะทำการเพิ่มการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั้งหมดจากเม็กซิโกอีก 5% โดยมีผลตั้งแต่ 10 มิ.ย. และอาจมีการปรับเพิ่มภาษีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วยเช่นกัน หากเม็กซิโกยังไม่ดำเนินการลดหรือแก้ปัญหาจำนวนคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายได้

ทั้งนี้ เม็กซิโกถือเป็นประเทศที่สหรัฐฯนำเข้าสินค้าด้วยมากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในปี 2018 โดยสหรัฐฯมีการนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกประมาณ 3.46 แสนล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบรายปี

· ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเช้าวันนี้ตามคาด โดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% ท่ามกลางกระแสกดดันให้พิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินที่มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการส่งออกของเกาหลีใต้เริ่มชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า

· รายงานจากสำนักข่าวในเกาหลีใต้ระบุว่า นายคิม ฮอก ชอล (Kim Hyok Chol) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแห่งเกาหลีเหนือ และเอกอัคราชทูตประจำสหรัฐฯ ถูกประหารภายใต้คำสั่งของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เนื่องจากความล้มเหลวในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่นายคิม ยอง ชอล (Kim Yong Chol) เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำหน้าที่ต้อนรับนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแห่งสหรัฐฯ ในการประชุมระหว่างทั้ง 2 ประเทศที่เกิดขึ้นตามหลังการประชุมสุดยอดระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานษธิบดีสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน มีรายงานว่าเขาถูกทางการเกาหลีเหนือส่งไปใช้แรงงานและถูกปรับทัศนคติ



โดยรายงานจากเกาหลีใต้เชื่อว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเกาหลีเหนือเป็นความพยายามเบื่ยงเบนความสนใจของนานาประเทศออกจากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศและความไม่พึงพอใจของพวกเขา


· น้ำมันดิ่งหนัก หลังข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯออกมาลดลงน้อยกว่าที่คาด ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัญหาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน


เมื่อวานนี้ EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบปรับตัวลงเพียง 300,000 บาร์เรลในสัปดาห์นี้ ขณะที่มีคาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯน่าจะปรับลงได้ 900,000 บาร์เรล



· หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Interfax Energy กล่าวว่า รายงานสต็อกน้ำมันดิบยิ่งเพิ่มภาวะความเชื่อมั่นขาลงให้แก่ตลาดน้ำมัน ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะอุปสงค์น้ำมันที่ดูจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าของสองชาติมหาอำนาจที่ยังดำเนินไปที่เข้ากดดันราคาด้วยเช่นกัน



น้ำมันดิบ Brent ปิดปรับลง 2.88 เหรียญ หรือ -3.9% ที่ระดับ 66.54 เหรียญ/บาร์เรล ทางด้านน้ำมันดิบ WTI ปิด -3.8% ที่ 56.59 เหรียญ/บาร์เรล



และหากราคายังคงปิดแถวระดับปัจจุบัน ก็มีโอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงไปแถวระดับต่ำสุดเดิมอีกครั้ง โดย Brent น่าจะกลับหาจุดต่ำสุดเดิมเมื่อ 22 มี.ค. ขณะที่น้ำมันดิบ WTI จะกลับหาต่ำสุดเดิมเมื่อ 12 มี.ค.



· รัฐบาลสหรัฐฯกำลังตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งของประเทศจีน ที่ต้องสงสัยว่าลักลอบบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน หากพบว่ามีการลักลอบขนส่งจริง จะเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯที่เพิ่งยกเลิกมาตรการผ่อนผันไปเมื่อต้นเดือนนี้


บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com