• สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 28 มิถุนายน 2561

    28 มิถุนายน 2561 | Economic News



·         ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ หลังจากที่ดแนวทางการจำกัดการลงทุนของจีนในสหรัฐฯที่เป็นนโยบายของทีมบริหารนายทรัมป์จะเป็นการดำเนินการตามความเหมาะสม ขณะที่กระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนตลาด ขณะที่อีซีบีมีแผนชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป จึงทำให้เราเห็นถึงการแข็งค่าได้อย่างต่อเนื่องของค่าเงินดอลลาร์


ดัชนีดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น 0.65ที่ระดับ 95.274 จุด โดยเป็นการปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง 2 วันทำการ ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าขึ้นไป 0.15แตะระดับ 110.21 เยน/ดอลลาร์


สำหรับค่าเงินยูโรปรับอ่อนค่าลง 0.76ที่ระดับ 1.1557 ดอลลาร์/ยูโร โดยตลาดยังคงถูกกดดันจากประเด็นความขัดแย้งทางการค้า และวิกฤตทางการเมืองในเยอรมนี และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการจัดการเรื่องกลุ่มผู้อพยพในการประชุมผู้นำอียู


·         นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะทำการปรับนโยบายกระบวนการเพื่อความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงให้เหมาะสมสำหรับภาคการลงทุนของจีนต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ  จึงดูเหมือนว่าเขามีท่าทีที่อ่อนลงในการปรับนโยบายการจำกัดภาคการลงทุนของจีน โดยเขาประกาศเพิ่มมาตรการคุมเข้มสำหรับการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายในสหรัฐฯจากบริษัทชาวจีน เพื่อป้องกันการเข้าถือครองเทคโนโลยีที่สำคัญและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวเป็นท่าทีที่ค่อนข้างเบาบางกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับการกีดกันการเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯโดยชาวจีนมาก่อนหน้านี้


·         อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯร่วงลงแตะระดับต่ำสุดรอบ 4 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลที่ว่า Trade War จะส่งผลเสียต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณที่อาจจะไม่ตั้งข้อกำหนดในการจำกัดการลงทุนของบริษัทจีนในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯมากเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เมื่อวานนี้ปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 31 พ.ค. โดยหลุดระดับ 2.880% ลงมาที่ 2.833% ขณะที่ Yield Curve ระหว่างพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปีและระยะสั้น 2 ปี ดูจะมีลักษณะ Flatten ประมาณ 0.32% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2007


·         สถาบันจัดอันดับ Moody’s Investor Services ระบุว่า การแข็งค่าที่มากเกินไปของค่าเงินดอลลาร์นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ค. ดูจะสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทางด้านสินเชื่อในกลุ่มตลาดเกิดใหม่หลายแห่งที่มีการปรับลดค่าเงิน โดยการแข็งค่าของดอลลาร์จะนำไปสู่การอ่อนค่าของค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอาร์เจนตินา, กาน่า, มองโกเลีย, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ตุรกี และแซมเบีย


อย่างไรก็ดี ประเทศชิลี, โคลอมเบีย, อินโดนีเซีย และมาเลเซียดูจะไม่ได้ผันผวนมากนักในระยะสั้นๆนี้

·         ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯประจำเดือนพ.ค. ปรับตัวลงแตะระดับ -0.6 โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อสินค้าใหม่อย่างรถยนต์และรถบรรทุกที่ปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 และเป็นเดือนที่ 2 ที่ข้อมูลยอดคำสั่งซื้อปรับตัวลง ท่ามกลางทีมบริหารนายทรัมป์ที่มีข้อขัดแย้งทางการค้ากับประเทศอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ

·         สองบริษัทฯยักษ์ใหญ่ทางกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ของสหรัฐฯ กล่าวเตือนทีมบริหารของนายทรัมป์ว่า การขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ อาจส่งผลให้กลุ่มคนทำงานด้านอุตสาหกรรมรถยนต์นับแสนคนอาจได้รับผลกระทบจากราคารถยนต์ที่สูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในภาคอุตสาหกรรมต่อการผลิตรถยนต์ของบริษัทฯตนเอง

ขณะที่บริษัทผลิตรถยนต์ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า มอเตอร์, โวล์กสวาเกน เอจี, บีเอ็ม ดับเบิลยู เอเจี และฮุนได มอเตอร์ ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า การเก็บภาษีนำเข้าของนโยบายทีมนายทรัมป์จะส่งผลเสียต่อกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์และผู้บริโภคสหรัฐฯอย่างแน่นอน

·         นายอีริค โรเซ็นเกร็น ประธานเฟดสาขาบอสตัน กล่าวว่า เฟดควรดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ขณะเดียวกันเขายังคงกล่าวย้ำถึงความมั่นใจด้านเป้าหมายเงินเฟ้

อย่างไรก็ดี วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจคือต้องเป็นไปตามการดำเนินนโยบายทางการเงิน โดยที่เศรษฐกิจของประเทศจะต้องไม่ไปเร็วเกินกว่าจะรับได้ ดังนั้นเฟดจึงควรขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เป็นจำนวน 4 ครั้ง  

·         ผู้ว่าธนาคารกลางแห่งประเทศแคนาดา ส่งสัญญาณว่าปัจจัยความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในเดือน ก.ค. นี้ ส่งผลให้ตลาดมีความคิดเห็นแตกแยกกันออกไปว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ในเดือน ก.ค.

·         ราคาน้ำมันดิบปิดปรับตัวขึ้นเมื่อวานนี้ ท่ามกลางการปรับตัวลดลงเกินคาดของสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ แต่ตลาดก็ยังคงมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปริมาณการส่งออกของลิเบีย ประกอบกับอุปสรรคการผลิตในแคนาดา และปริมาณอุปสงค์ของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้กลุ่มผู้นำเข้ายุติการซื้อน้ำมันดิบในอิหร่านนับตั้งแต่เดือนพ.ย. เป็นต้นไป

น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 2.23 เหรียญ คิดเป็น +3.16% ที่ระดับ 72.76 เหรียญ/บาร์เรล โดยระหว่างวันขึ้นไปทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 28 พ.ย. ปี 2014 ที่ระดับ 73.06 เหรียญ/บาร์เรล น้ำมันดิบ Brent ปิดปรับขึ้น 1.31 เหรียญ คิดเป็น +1.7% ที่ระดับ 77.62 เหรียญ/บาร์เรล

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com