• สรุปข่าวราคาทองคำ (ภาคเช้า) ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2563

    29 กรกฎาคม 2563 | Gold News
 

v ราคาทองคำคืนวันศุกร์ปรับขึ้นเหนือ 1,900 เหรียญเป็นครั้งแรกนัตั้งแต่ปี 2011 จากความกังวลเรื่องสงครามการค้าจีนที่จะเข้ากระทบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความย่ำแย่ของวิกฤติไวรัสโคโรนา โดยราคาทอคำตลาดโลกคืนวันศุกร์ทำ High ที่ 1,905.99 เหรียญ และภาพรวมปิดสัปดาห์ที่ +5% ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ 27 มี.ค. ขณะที่สัญญาทองคำส่งมอบเดือนส.ค. ปิด +0.4% ที่ 1,897.5 เหรียญ ด้านค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงทำต่ำสุดรอบ 2 ปี

ซิลเวอร์ปิดรายสัปดาห์ +17% ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1987 และนักวิเคราะห์อาวุโสจาก Kitco มองเป้าหมายถัดไปของซิลเวอร์อยู่ที่ 25 เหรียญ


v คืนวันจันทร์ราคาทองคำยังคงปรับขึ้นต่อ โดยทองคำตลาดโลกปิด +0.8% ที่ 1,916.91 เหรียญ ขณะที่สัญญาทองคำส่งมอบเดือนส.ค. ปิด +0.8% ที่ 1,913.5 เหรียญ โดยปัจจัยหลักที่ยังสนับสนุนทองคำคือเรื่องความสัมพันธ์ของสหรัฐฯและจีนจากประเด็นการสั่งปิดสถานกงสุลของทั้งสองประเทศที่ดูเหมือนว่าจะยิ่งตอกย้ำความกังวลเรื่องความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้น ด้านดอลลาร์ทำต่ำสุดรอบ 2 ปีที่ 93.47 จุด ซึ่งเป็นต่ำสุดตั้งแต่มิ.ย. 2018 ด้านผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาทั่วโลกทะลุ 16 ล้านราย


vทองคำอ่อนตัวจากสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จับตาประชุมเฟดสัปดาห์นี้

· เมื่อคืนนี้ราคาทองคำปรับตัวลดลงมากถึง 1.8% จากที่ไปทำ All-Time High ที่ระดับ 1,980.57 เหรียญในช่วงต้นตลาดเรียกได้ว่าเป็นสูงสุดใหม่ครั้งประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงเทขายทำกำไรของกลุ่มนักลงทุน ขณะที่ราคาซิลเวอร์ปิดปรับลง 9% ท่ามกล่างตลาดที่กลับมาให้ความสนใจต่อการประชุมเฟดระหว่าง 28-29 ก.ค.นี้


· ราคาทองคำตลาดโลกปิด -0.5% ที่ 1,931.84 เหรียญ ด้านสัญญาทองคำส่งมอบเดือนส.ค. ปิด -0.2% ที่ 1,926.7 เหรียญ

· ราคาทองคำไทยผันผวนตลอดช่วงวันหยุด โดยเมื่อวานนี้สมาคมค้าทองคำไทยปรับราคามากถึง 16 ครั้ง โดยเปิดวันทำระดับสูงสุดครั้งประวัติการณ์ที่ 29,300 บาท/บาททองคำ ก่อนจะปิดรอบสุดท้ายที่ 28,800 บาท/บาททองคำ


· นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผอ.ศูนย์วิจัยทองคำ ประเมินราคาทองคำในไทยมีโอกาสปรับขึ้นแตะบาทละ 30,000 บาท หลังราคาทองคำตลาดโลกยังปรับขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลการระบาดของโรค COVID-19 และปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน


· ราคาซิลเวอร์ปิดปรับลงหลังจากที่พุ่งขึ้นกว่า 6.4% ทำสูงสุดที่ 26.19 เหรียญ โดยเมื่อคืนนี้ปิดตลาด -3.8% ที่ระดับ 23.67 เหรียญ

· กองทุนทองคำ SPDR มีการซื้อตลอดช่วง 6 วันทำการ โดยวันพฤหัสบดีเข้าซื้อเพิ่ม 2.04 ตัน, วันศุกร์ซื้อเพิ่มอีก 1.76 ตัน และวันจันทร์ซื้ออีก 5.84 ตัน รวม 3 วันทำการล่าสุดเข้าซื้อสุทธิ 9.64 ตัน ทำให้ปัจจุบัน SPDR มีการถือครองทองคำที่ระดับ 1,234.65 ตัน ซึ่งเป็นระดับการถือครองทองคำที่มากที่สุดครั้งใหม่นับตั้งแต่ 15 มี.ค. ปี 2013

ทั้งนี้ กองทุนทองคำ SPDR มีระดับการเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง 7 เดือนในปีนี้ โดย ณ ปัจจุบันในเดือนก.ค.นี้มีการเข้าซื้อสุทธิแล้ว 55.75 ตัน และนับตั้งแต่ม.ค. – ปัจจุบันเข้าซื้อสุทธิ 341.40 ตัน ซึ่งเป็นระดับการซื้อมากที่สุดตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่ปี 2019 มีการซื้อสุทธิ 353.39 ตัน


· นักวิเคราะห์จาก StoneX กล่าวว่า ทองคำมีการเผชิญกับภาวะ Overbought จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับฐาน แต่ปัจจัยทั้งหมดในเวลานี้ก็ดูจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระดับอัตราดอกเบี้ยติดลบ, ความตึงเครียดทางการเมือง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเงินอันเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา


· ดัชนีดอลลาร์รีบาวน์กลับได้บ้างจากที่ลงไปทำต่ำสุดรอบ 2 ปี โดยคลาดเริ่มคลายสภาวะเทขายออกมาก่อนทราบประชุมเฟดที่ถูกคาดว่าจะยังมีท่าทีผ่อนคลายทางการเงินอยู่ และตลาดก็คาดหวังว่าจะเห็นสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่


· หัวหน้านักวิเคราะห์จาก ActivTrades กล่าวว่า การกลับมาแข็งค่าของดอลลาร์ดูจะกดดันทองคำเล็กน้อย ขณะที่ภาพใหญ่คาดราคาทองคำจะสะสมพลังอยู่ในกรอบระหว่าง 1,850 และ 1,950 – 1,960 เหรียญ หลังจากที่ปรับขึ้นแรง


· นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า ราคาทองคำดูจะสะสมพลังในระยะสั้นๆ ขณะที่ระยะยาวภาพทองคำเป็นขาขึ้นถึงจะมีการอ่อนตัวลงบ้างแต่ก็จะมีการเข้าซื้อเปิดสถานะ พร้อมคาดว่าราคาเฉลี่ยทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 1,740 เหรียญ โดยปรับขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 1,650 เหรียญ


· นักวิเคราะห์คาดทองคำมีโอกาสแตะ 2,000 เหรียญ ปีนี้

นักวิเคราะห์จาก Commonwealth Bank of Australia กล่าววา ราคาทองคำปีนี้อาจแตะ 2,000 เหรียญได้ จากภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยมากยิ่งขึ้

นอกจากนี้ ทองคำยังมีแนวโน้มไปแตะ 2,500 เหรียญได้ หากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯเคลื่อนไหวสู่ระดับต่ำกว่า 0%

· ปีนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 27% จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจว่าจะสามารถฟื้นตัวจากการระบาดของไวรัสเช่นไร ควบคู่กับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีน

· รายงานจาก CFTC ชี้ นักลงทุนในตลาด COMEX มีการเลือกเปิดสถานะ Long ในทองคำและซิลเวอร์มากขึ้น


· รายงานจาก Reuters ระบุว่า อัตราความต้องการทองคำปรับตัวลงในอินเดีย หลังราคาท้องถิ่นพุ่งสูงขึ้น ด้านความต้องการทองคำในกลุ่มรายย่อยของจีนก็มีการปรับตัวลดลง


· ราคาแพลทินัมปิด -2.1% ที่ 925.11 เหรียญ ด้านพลาเดียมปิด -1% ที่ 2,288.54 เหรียญ


· สถานการณ์ไวรัสโคโรนาล่าสุด

  

Ø  จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกล่าสุดอยู่ที่ 16,883,789 ราย

Ø  จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกล่าสุดอยู่ที่ 662,481 ราย

Ø  จำนวนประเทศติดเชื้อทั่วโลกล่าสุดอยู่ที่ 213 ประเทศ

Ø  จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นต่อเนื่องล่าสุดอยู่ที่ 4,498,343 ราย (+64,729) และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 152,320 ราย (+1,245)

รายงานล่าสุดพบ 4 รัฐในพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันตกของสหรัฐฯพบยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาที่เพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในระยะเวลาเพียง 1 วันทำการ ขณะที่รัฐเท็กซัสมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 40,000 รายเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่รัฐลาตินอสดูจะมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงกว่าเท่าตัว

สำหรับรัฐอาร์คันซอ, ฟลอริดา, มอนตานา และออเรกอน ต่างพบรายงานที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านรัฐแคลิฟอร์เนียพบผู้เสียชีวิตรายวันทำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 133 รายในช่วงครึ่งวัน ก่อนที่จะไปทำสูงสุดของวันที่ 159 ราย และรัฐฟลอริดาพบผู้เสียชีวิตรายวันมากถึง 191 รายที่ถือเป็นระดับรายวันที่สูงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บสถิติมา


· ตลาดจับตาประชุมเฟดคืนนี้

ในการประชุม 2 วันนี้ตลาดให้ความสำคัญกับการประชุมเฟดคืนนี้ที่จะทราบผลประชุมช่วง 01.00น. บ้านเรา ขณะที่ประธานเฟดจะกล่าวให้สัมภาษณ์เวลา 01.30น. โดยที่ตลาดคาดว่าเฟดจะยังคงดอกเบี้ยไว้ใกล้ระดับ 0% เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวจากวิกฤตไวรัสโคโรนา ขณะที่ล่าสุดเฟดเผยที่จะขยายโครงการเงินกู้ฉุกเฉินออกไปยังช่วงที่เหลือของปีนี้ จากเดิมที่จะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย.


· สภาคองเกรสยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงช่วยเหลือผลกระทบจากไวรัสโคโรนาครั้งใหม่ได้

นายมิทช์ แมคคอนเนล ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1 ล้านล้านเหรียญโดยระบุว่า มาตรการฉบับใหม่นี้จะมุ่งเน้นในการช่วยเหลือเด็กๆให้กลับเข้าเรียนในโรงเรียนอีกครั้ง และช่วยเหลือพนักงานให้สามารถกลับเข้าทำงาน อีกทั้งปกป้องบริษัทเอกชนไม่ให้ถูกฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สิน

อย่างไรก็ดี พรรคเดโมแครตได้คัดค้านข้อเสนอการปกป้องบริษัทเอกชนไม่ให้ถูกฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สิน ในขณะที่นายแมคคอนเนลยืนกรานว่า เขาจะไม่ยื่นร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนี้ต่อวุฒิสภาหากไม่รวมข้อเสนอดังกล่าวเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองพรรคยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวงเงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน โดยพรรคเดโมแครตต้องการให้รักษาวงเงินดังกล่าวเอาไว้ที่ระดับ 600 เหรียญ/สัปดาห์ แต่พรรครีพับลิกันต้องการให้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 200 เหรียญ/ต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐมีเวลาอีกไม่นานก่อนที่โครงการช่วยเหลือคนว่างงานจำนวน 600 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์จะหมดอายุลงในวันที่ 31 ก.ค.นี้


· สหรัฐฯเดินหน้าหารือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

รายงานจาก CNBC ระบุว่า แผนที่ถูกเปิดเผยโดยวุฒิสภาสหรัฐฯอาจประกอบไปด้วยมาตรการสำหรับช่วยเหลือคนว่างงานสหรัฐฯ ที่มีการจ่ายเงินโดยตรงจำนวน 1,200 เหรียญ, การเพิ่มมาตรการช่วยเหลือ Paycheck Protection Program สำหรับภาคธุรกิจรายย่อยและกองทุน, ท่ามกลางประชาชนสหรัฐฯกว่า 70% ที่ประสบภาวะว่างงาน ที่จะมาแทนที่มาตารการช่วยเหลือคนว่างงานที่มีการจ่าย 600 เหรียญ/สัปดาห์ที่จะมีการหมดอายุลงในสัปดาห์นี้

นางแนนซี เปโลซี โฆษกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ กล่าวว่า พรรครีพับลิกันนั้นยังไม่พร้อมที่จะมีการเจรจากับเดโมแครตอย่างจริงจัง โดยเราต้องการเห็นเงื่อนไขหลักบางประการในร่างกฎหมายชุดนี้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ลงรายละเอียดขั้นพื้นฐานทางด้านอาหาร, ค่าเช่าต่างๆ และความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Spartan Capital Securities กล่าวว่า การปรับลดสวัสดิการว่างงานเป็นสิ่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการหารือ


· อิหร่านนำ"เรือรบจำลองสหรัฐฯ" ไปเป็นเป้าซ้อมยิงในอ่าวอาหรับ ทำตึงเครียดเพิ่ม

ภาพถ่ายดาวเทียม เผย อิหร่านมีการย้ายเรือบรรทุกเครื่องบินจำลองของสหรัฐฯ ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่าน ระบุว่า พวกเขาจะใช้เรือลำนี้สำหรับเป็นเป้าซ้อมยิงในเส้นทางขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศแห่งนี้ และดูจะนำมาซึ่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านเพิ่มขึ้น

การใช้เรือรบสหรัฐฯ จำลอง กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้นานทีในการฝึกซ้อมของหน่วยพิทักษ์การปฏิวัติและกองทัพเรือของอิหร่าน รวมถึงในปี 2015 ที่ขีปนาวุธอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินจำลองชั้นนิมิตซ์

· นักบริหารการเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ไว้ที่ระหว่าง 31.30-31.60 บาท/ดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟด ปัจจัยการเมืองในประเทศ รายงานเศรษฐกิจการเงินเดือนมิ.ย. ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถานการณ์โควิด-19 ของไทยและต่างประเทศ ตลอดจนท่าทีระหว่างสหรัฐฯ-จีน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก Core PCE Price Index เดือนมิ.ย. ดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และจีดีพีไตรมาส 2/63 (ครั้งที่ 1)นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามข้อมูล PMI เดือนก.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน


· อ้างอิงจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์

- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สงครามการค้ารอบใหม่จะปะทุขึ้นอีกรอบหนึ่งก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯซึ่งการที่สหรัฐฯกล่าวหาไทยและไต้หวันว่าปั่นค่าเงินเพื่อเอาเปรียบทางการค้าเป็นส่วนหนึ่งของการกีดกันทางการค้า ต่อสินค้าส่งออกของไทยและไต้หวัน โดยสงครามการค้ารอบใหม่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเอาชนะในการเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันและทีมงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้คาดว่าอาจจะไม่มีการดำเนินการใด ๆ ถึงขั้นที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบการค้าโลก แต่จะสร้างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อการเจรจาการค้าเฟสแรกของสหรัฐฯกับจีน รวมทั้งคงไม่มีการเจรจาเฟสสองก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการปั่นค่าเงินดังกล่าว ไทยไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดำเนินการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยไม่ฝืนกลไกตลาดต่อไป แนวโน้มของค่าเงินบาทควรอ่อนค่าลงจากปัจจัยและตัวแปรต่าง ๆ ของเศรษฐกิจมหภาคอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยมีอธิปไตยทางเศรษฐกิจ จึงสามารถดำเนินนโยบายทางการเงิน โดยเฉพาะนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนได้ตามบริบทความจำเป็นของประเทศที่เผชิญอยู่ การอ่อนค่าของเงินบาทจะช่วยประคับประคองการทรุดตัวลงของเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันของเงินเฟ้อแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาที่น่าวิตกมากกว่า คือ ภาวะเงินฝืด (Deflation) โดยประเทศไทยจะมีภาวะเงินฝืดยาวนานแบบญี่ปุ่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายสาธารณะว่าถูกทิศทางและตรงเป้าหมายหรือไม่ในระยะต่อไป การเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกับการเร่งรัดการลงทุนโดยภาครัฐ ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากจะเป็นหลักประกันขั้นต้นของการกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้า


- กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในเดือน มิ.ย.63 ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากเดือน พ.ค. และถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 131 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ค.52 อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกของไทยเดือน มิ.ย.จะมีอัตราการติดลบมากกว่าเดือน พ.ค. แต่แนวโน้มเริ่มดีขึ้นทั้งรายสินค้า และรายตลาดที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมี ความไม่แน่นอนและราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยต่อการส่งออก

ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 63 โดยยอมรับว่ามีโอกาสจะหดตัวได้ -8 ถึง -9%


อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่: www.mtsgold.co.th

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com