MTS Gold LOGO
  • สรุปข่าวเศรษฐกิจ (ภาคค่ำ) ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562

    13 พฤศจิกายน 2562 | Economic News


· ค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้นทันที หลังการประชุมธนาคารกลางสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการประกาศคงอัตราดอกเบี้ย จากที่ตลาดคาดการณ์กันว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ย โดยค่าเงินแข็งค่าเกือบถึงระดับ 0.1 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวลงมาแถว 0.6306 ดอลลาร์

ด้านค่าเงินอื่นๆค่อนข้างทรงตัวในภาพรวม โดยดัชนีดอลลาร์ทรงตัวแถว 98.423 จุด เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสในคืนนี้

ขณะที่การไต่สวนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเริ่มต้นการถ่ายทอดสดคืนนี้เวลาประมาณ 4 ทุ่ม ตามเวลาประเทศไทย

ด้านค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินยูโร แข็งค่าทำระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือนไปเมื่อคืน ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยแถว 1.013 ดอลลาร์/ยูโร

· ผู้ว่าการธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ระบุว่า การอ่อนค่าของค่าเงินเป็นปัจจัยที่สนับสนุนผลประกอบการของบริษัทในนิวซีแลนด์ ซึ่งทางธนาคารกลางจะทำการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากจำเป็น โดยต้องขึ้นกับเงื่อนไข ณ ปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่เห็นถึงความเร่งรีบในการดำเนินการนั้นๆ ขณะที่เงินเฟ้อระยะยาวมองว่าจะขยายตัวได้ดี

ANZ Bank คาดการณ์ว่า RBNZ น่าจะทำการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนพ.ค. และส.ค. ปี 2020




· ค่าเงินเยนรีบาวน์จากระดับแนวรับบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 10-DMA ที่ 108.85 เยน/ดอลลาร์ โดยดีดกลับไปที่ 109 เยน/ดอลลาร์ แม้ว่าความเสี่ยงในตลาดจะเป็นสภาวะ Risk-Off จากความไม่แน่นอนของข้อตกลงการค้าสหรัฐฯและจีน แต่ภาพรวมค่าเงินเยนก็มีแนวโน้มจะอ่อนค่าต่อจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับสูงขึ้น

ค่าเงินเยนมีการซื้อขายกรอบล่าง และมีโอกาสที่จะกลับมาแข็งค่าได้หากหลุดแนวรับ 108.9 เยน/ดอลลาร์ ซึ่งหากหลุดลงมาจะมีแนวรับถัดไปที่ 108.65 เยน/ดอลลาร์ และหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เงินเยนมีภาพเป็นแข็งค่าต่อเนื่อง

แนวต้าน: 109.30 109.60 110.00

แนวรับ: 108.90 108.65 108.40

· รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) เลือกดำเนินนโยบายผิดจากที่ตลาดคาด โดยยังมีมติคงดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ และทำให้มุมมองของตลาดลดลงสู่ 27.8% ที่จะเห็น RBNZ ปรับลดดอกเบี้ยในเดือนก.พ. ปี 2020 อีก 0.25% ขณะที่คาดการณ์ในเดือนก.ย. โอกาสสูงถึง 53.3%

· บรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างคาดการณ์กันว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเลื่อนการตัดสินใจว่าจะขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากยุโรปและญี่ปุ่นอีก 25% หรือไม่ ออกไปอีกครั้ง จากเดิมที่เคยส่งสัญญาณว่าจะมีการประกาศภายในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ด้านนายวิลบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เคยกล่าวไว้เมื่อต้นเดือนนี้ ว่า อาจไม่จำเป็นต้องมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่อียูคาดการณ์ว่านายทรัมป์จะชะลอการประกาศขึ้นภาษีออกไป 6 เดือน เพื่อมุ่งเน้นไปยังการเจรจาการค้ากับจีนเสียก่อน

· จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของเหตุประท้วงในฮ่องกง นักวิเคราะห์จาก Bank of America Merrill Lynch มีมุมมองว่า จีนอาจเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางการเมืองในฮ่องกงมากขึ้น เนื่องจากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจบางส่วนของฮ่องกงกำลังอยู่ในสภาวะ “อัมพาต” จากเหตุชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 5 เดือน

· หลังจากตลาดรับทราบถ้อยแถลงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปในคืนที่ผ่านมา ตลาดจะให้ความสนใจไปยังการรายงานตนต่อสภาคองเกรสของนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งเป็นการแถลงภาพรวมการดำนเนินนโยบายประจำปีต่อคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ

โดยหลังจากที่เฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ของปีในการประชุมครั้งที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณจะหยุดการปรับลดดอกเบี้ย ตลาดจะให้ความสำคัญไปยังมุมมองของประธานเฟดที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯในถ้อยแถลงคืนนี้



· คืนนี้จะมีการประกาศมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งก็คือดัชนี Consumer Price Index (CPI) ที่ตลาดคาดการณ์ว่า ดัชนีจะประกาศออกมาเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับ 0.3% หากประกาศออกมาตามคาดการณ์ จะทำให้ภาพรวมรายปีปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 1.7% แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของเฟดที่ 2% โดยการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อคืนนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางมุมมองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆของตลาด ที่ว่าการดำเนินนโยบายของเฟดนั้นผ่อนคลายเกินไปหรือไม่

· รายงานจาก Bloomberg คาดการณ์ว่า ถ้อยแถลงของนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด คืนนี้ มีแนวโน้มที่เขาจะยังยืนยันว่าการดำเนินนโยบายของเฟดได้หยุดชะงักลงเป็นการชั่วคราว และอาจไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2020

อย่างไรก็ตาม หากเฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเกิดขึ้น จะค่อนข้างผิดแปลกจากการดำเนินนโยบายของเฟดตลอดช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้ง 10 ครั้งที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งเฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยมาตลอด จนกระทั่งผ่านพ้นการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. เฟดจึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย


• ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง เนื่องจากแนวโน้มการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนปรับลดลง จึงกดดันความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและความต้องการพลังงาน

ถ้อยแถลงของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อคืน ได้กล่าวว่าสองประเทศใกล้ที่จะได้ข้อตกลงทางการค้าแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการนัดวันที่หรือสถานที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างผิดหวัง

ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลง 18 เซนต์ หรือ 0.3% สู่ระดับ 61.88 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ น้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 56.67 เหรียญ/บาร์เรล ปรับลดลง 13 เซนต์ หรือ 0.2%

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าอุปสงค์ของน้ำมันจะชะลอตัวลงหลังปี 2025 ไปตามสภาพตลาด

บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด
40,42,44 ถนนทรัพย์สิน แขวงวังบูรพาภิรมย์เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 0 2770 7777 โทรสาร 0 2623 9366 E-mail: support@mtsgoldgroup.com